⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2594/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และกำหนดให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่สามารถนำส่งได้ ศาลชั้นต้นต้องสั่งให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปก่อนที่จะส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีไปโดยที่ยังไม่มีคำสั่งดังกล่าว ถือว่าไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายใน 7 วัน หากไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ ถ้าไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยตามภูมิลำเนาจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้รอโจทก์แถลง แต่โจทก์ก็ไม่ได้แถลงว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าว แต่กลับพิจารณาพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี และกรณีดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.133 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,188,265 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 814,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ และโจทก์มิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างใดภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำสั่งที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,094,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2538) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้รับอุทธรณ์และให้โจทก์ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ ถ้าไม่แถลงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้วปรากฏว่าส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้รอโจทก์แถลง แต่โจทก์ไม่มาแถลงว่าจะดำเนินการอย่างใดต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องเช่นว่านั้นก่อน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 และที่โจทก์แก้ฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์โดยคำพิพากษาเช่นนี้ แสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปตามมาตรา 133 นั้น เห็นว่า การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาใด จะต้องปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์โดยมิได้พิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาเพื่อพิจารณาสั่งถึงพฤติการณ์ของโจทก์ที่อาจถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ การดำเนินกระบวนพิจารณาชี้ขาดอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กระทำไปจึงเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติไปตามลำดับของกระบวนพิจารณา อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ออกเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 133 ดังที่โจทก์แก้ฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาในเรื่องที่โจทก์มิได้แถลงเพื่อดำเนินอย่างไรในกรณีที่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาไปตามกระบวนพิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2548 นางนิภาภรณ์ เวชรัชต์พิมล โจทก์ นางสง่า เม็งสุวรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางนิภาภรณ์ เวชรัชต์พิมล · จำเลย - นางสง่า เม็งสุวรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายบริพัตร์ โรจน์บัวทอง · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายอร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 6025/2538ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 8366/2557ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 3474/2538ฎีกา 2520/2544ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518ฎีกา 1002/2509ฎีกา 581/2502ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2898/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา