⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 699/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องคดี ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย การรวมหนี้หลายประเภทที่เกี่ยวข้องกันไว้ในฟ้องคดีเดียวเพื่อชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์สูงสุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยใช้สัญญาบัญชีเดินสะพัด และสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินรวมกันมากับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์ที่จำนองซึ่งโจทก์ชำระแทนจำเลยไปก่อน และมีคำขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ที่จำเลยนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งตามสำเนาสัญญาจำนอง ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลานี้หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าทรัพย์รายใดประกันหนี้ประเภทใดเป็นจำนวนเท่าใด การที่ศาลจะพิพากษาบังคับจำนองได้หรือไม่เพียงใด จำต้องพิจารณาก่อนว่ามูลหนี้ตามสัญญาแต่ละฉบับเมื่อรวมกันแล้วมียอดหนี้เป็นจำนวนเท่าใด มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงชอบที่จะนำมูลหนี้ตามสัญญาทุกฉบับมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกันและชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) ก. ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องข้อหากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินออกเป็นแต่ละคดี กับให้เสียค่าขึ้นศาลตามรายคดีที่แยกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าการรวมพิจารณาข้อหาเหล่านี้เข้าด้วยกันจะเป็นการไม่สะดวกโดยศาลชั้นต้นไม่ได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 29 วรรคสอง และมีผลให้โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นโดยโจทก์ไม่ควรจะต้องเสีย จึงเป็นกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้โจทก์แยกฟ้องแต่ละข้อหาออกเป็นแต่ละคดี กับให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคดีที่แยกฟ้อง รวมทั้งการที่ศาลชั้นต้นอาศัยเหตุที่โจทก์ไม่ดำเนินการแยกฟ้องตามคำสั่งศาลดังกล่าวแล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบไปด้วย เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้แก้ไขมานั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.29 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.151 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.236 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจากกระแสรายวันสองบัญชีจำนวน 19,519,069.56 บาท หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 48,951,780.82 บาท และหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 925.24 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 75,773,133.30 บาท กับบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นกำหนดให้มีการชี้สองสถานหรือนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 14 มิถุนายน 2544 ครั้นถึงวันนัดศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ข้อหาตามคำฟ้องจะเป็นการขอสินเชื่อจากธนาคารซึ่งเกี่ยวข้องกัน แต่การรวมพิจารณาข้อหาเหล่านี้เข้าด้วยกันนั้นไม่สะดวก อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 วรรคสอง จึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องข้อหากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินออกเป็นแต่ละคดี โดยเสียค่าขึ้นศาลตามรายคดีที่แยกฟ้อง ส่วนข้อหาบัญชีเดินสะพัด คดีนี้ให้โจทก์เรียกฟ้องมาใหม่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อหานี้ ทั้งนี้โจทก์ดำเนินการภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งให้แยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2544 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งให้แยกฟ้องไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยใช้เป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินรวมกันมา กับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันทรัพย์ที่จำนองซึ่งโจทก์ชำระแทนจำเลยไปก่อน และมีคำขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ที่จำเลยนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งตามสำเนาสัญญาจำนองระหว่างโจทก์และจำเลยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 16 ถึง 21 ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลานี้หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าทรัพย์รายใดประกันหนี้ประเภทใด เป็นจำนวนเท่าใด การที่ศาลจะพิพากษาบังคับจำนองได้หรือไม่เพียงใด จำต้องพิจารณาก่อนว่ามูลหนี้ตามสัญญาแต่ละฉบับเมื่อรวมกันแล้วมียอดหนี้เป็นจำนวนเท่าใดมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงชอบที่จะนำมูลหนี้ตามสัญญาทุกฉบับมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) ก. ได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4039/2543 คดีระหว่าง ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามชัยการทอ 1991 กับพวก จำเลย หากศาลชั้นต้นซึ่งมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้นั้น จะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปย่อมจะเป็นการสะดวก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องข้อหากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินออกเป็นแต่ละคดี กับให้เสียค่าขึ้นศาลตามรายคดีที่แยกฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าการรวมพิจารณาข้อหาเหล่านี้เข้าด้วยกันจะเป็นการไม่สะดวกโดยศาลชั้นต้นไม่ได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 วรรคสอง และมีผลให้โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นโดยโจทก์ไม่ควรจะต้องเสียจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้โจทก์แยกฟ้องแต่ละข้อหาออกเป็นแต่ละคดี กับให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคดีที่แยกฟ้อง รวมทั้งการที่ศาลชั้นต้นอาศัยเหตุที่โจทก์ไม่ดำเนินการแยกฟ้องตามคำสั่งศาลดังกล่าวมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วย นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้แก้ไขมานั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การไปด้วยความยุติธรรม และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไมได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247" พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์ กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 14 มิถุนายน 2544 ที่ให้โจทก์แยกฟ้องข้อหากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินออกเป็นแต่ละคดี โดยเสียค่าขึ้นศาลตามรายคดีที่แยกฟ้อง และให้โจทก์เรียงคำฟ้องในข้อหาบัญชีเดินสะพัดมายื่นใหม่ภายใน 15 วัน ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ที่สั่งจำหน่ายคดีโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โจทก์ นายศักดิ์ชัย พึ่งสุนทร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด · จำเลย - นายศักดิ์ชัย พึ่งสุนทร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · สุรพล เจียมจูไร · มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 1572/2511ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 3589/2525ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518ฎีกา 8277/2551ฎีกา 4470/2543ฎีกา 3190/2530ฎีกา 1002/2509ฎีกา 581/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ