⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2769/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2769/2550

ป.อาญา ม.32, 33, 76 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้กระทำความผิดที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติดแก่เจ้าพนักงาน อาจได้รับโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้โดยทั่วไป.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การรับสารภาพพร้อมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก ณ. และ พ. เป็นเหตุให้มีการติดตามจับกุม ณ. และ พ. มาดำเนินคดีพร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 2,000 เม็ด ดังนั้น จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ลงโทษโดยทั่วไปสำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 371 เพิ่มโทษตามกฎหมาย และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนฯ และพาอาวุธปืนฯ ให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 30 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสาม คงจำคุก 20 ปี ลดโทษให้สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน กระทงละกึ่งหนึ่ง รวม 2 กระทง จำคุก 9 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 3 กระทง จำคุก 20 ปี 9 เดือน ริบอาวุธปืนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเงิน 28,000 บาท กระเป๋า 1 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยคอทองคำ 2 เส้น และพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกปรีชาและจ่าสิบตำรวจออมสินกับพวกได้ร่วมกันจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .38 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 8 นัด ซองบรรจุกระสุนปืน 1 อัน ซองปืน 1 ซอง กับเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 29.65 กรัม เป็นของกลาง ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีชา และจ่าสิบตำรวจออมสินเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกปรีชาได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ซื้อบริเวณหน้าห้องแถวเลขที่ 46/4 หมู่ 11 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ร้อยตำรวจเอกปรีชากับพวกจึงวางแผนจับกุมจำเลย โดยนำกำลังไปล้อมบริเวณห้องแถวที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองได้แอบซุ่มอยู่ห่างจากห้องแถวที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ต่อมาประมาณ 15 นาที จำเลยขับรถจักรยานยนต์ถึงหน้าห้องแถวที่เกิดเหตุแล้วยืนหันหลังให้พยานโจทก์ทั้งสองเนื่องจากสายลับแจ้งว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วย ร้อยตำรวจเอกปรีชาเข้าล็อกคอจำเลยพร้อมกับแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จ่าสิบตำรวจออมสินตรวจค้นตัวจำเลยพบอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียนพร้อมกระสุนปืน 8 นัด เหน็บอยู่ที่เอว จากนั้นจำเลยล้วงสิ่งของออกจากกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวาพบถุงพลาสติกชนิดมีหูรูดสีฟ้า 5 ถุง แต่ละถุงมีเมทแอมเฟตามีนถุงละ 200 เม็ด รวม 1,000 เม็ด และตรวจค้นกระเป๋ากางเกงด้านหลังข้างขวา พบกระเป๋าเงินมีธนบัตรชนิดต่างๆ รวมเป็นเงิน 28,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย นอกจากนี้ยังพบว่าจำเลยสวมสร้อยคอทองคำ 2 เส้น เส้นหนึ่งหนัก 10 บาท อีกเส้นหนึ่งเป็นสร้อยคอทองคำสลับอัญมณีและมีพระเลี่ยมทองคำแขวนอยู่ และรถจักรยานยนต์ 1 คัน จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยยอมรับว่า จำเลยรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ซึ่งเป็นสามีภริยากันในราคาถุงละ 10,000 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายในราคาเม็ดละ 60 บาท เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาตามที่ฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การ ต่อมาได้มีการขยายผลและติดตามจับกุมนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ได้ที่หมู่ที่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 2,000 เม็ด เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้ร้ายแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยต้องรับโทษ การจับกุมจำเลยได้มีการวางแผนมาก่อน และทราบว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัว เมื่อจับกุมจำเลยได้ก็ตรวจพบอาวุธปืนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตรงกับที่สายลับแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกปรีชา จึงเชื่อว่าการจับกุมจำเลยสืบเนื่องจากมีสายลับมาแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกปรีชา แม้โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความก็ไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ ในชั้นจับกุมนอกจากจำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังได้ให้รายละเอียดต่อร้อยตำรวจเอกปรีชาถึงเมทแอมเฟตามีนของกลางว่ารับมาจากนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ จนสามารถจับกุมนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวหากจำเลยไม่ได้เป็นผู้ให้การแล้ว ร้อยตำรวจเอกปรีชาก็คงไม่อาจทราบได้ ในชั้นสอบสวนพันตำรวจตรีอัฐพูลพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาแก่จำเลยเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยเบิกความยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวโดยไม่มีเจ้านักงานตำรวจทำร้ายจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าในวันเกิดเหตุจำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปขายให้นายต้อมที่ห้องแถวที่เกิดเหตุเมื่อตกลงราคากันแล้ว นายต้อมขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาได้กลับมาพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจ 5 คน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและตรวจค้นห้องของนายต้อมพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดกับบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่จำเลยยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานผู้จับกุมทั้งสองเบิกความถึงจุดที่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแตกต่างกับที่ระบุไว้ในบันทึกการจับกุม เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจค้นได้เป็นของจำเลยแล้ว ข้อแตกต่างดังที่จำเลยอ้างย่อมไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีพิรุธ พยานหลักฐานของจำเลยยังไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครองครอบเพื่อจำหน่ายตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่ามีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 24 ปี เกินกว่า 20 ปี จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อถูกจึบกุมแล้วจำเลยให้การรับสารภาพพร้อมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์เป็นเหตุให้มีการติดตามจับกุมนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์มาดำเนินคดีพร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 2,000 เม็ด ดังนั้น จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ลงโทษโดยทั่วไปสำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 100/2 จำคุก 12 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 18 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 12 ปี รวมโทษฐานอื่นด้วยแล้วเป็นจำคุก 12 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2769/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา โจทก์ นายปิยะหรือกิ๊ก รื่นเปี่ยม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา · จำเลย - นายปิยะหรือกิ๊ก รื่นเปี่ยม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4/2508ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 239/2484ฎีกา 960/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ