⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3229/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3229/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามยอมที่ศาลอ่านให้คู่ความฟังและให้ลงลายมือชื่อรับทราบ ถือเป็นคำบังคับแล้ว และการลงลายมือชื่อรับทราบถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่คู่ความแล้ว การคำนวณยอดหนี้ถึงก่อนวันยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีไม่ถือว่าเป็นการขอออกหมายบังคับคดีผิดแผกแตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอม

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมได้อ่านคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับให้คู่ความฟังแล้ว จึงให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าสำนวน และที่หน้าสำนวนระบุข้อความของคำบังคับไว้ว่า ให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิฉะนั้นจะถูกบังคับคดีตามกฎหมาย โดยมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นลงนามในฐานะเป็นผู้ออกคำบังคับ ข้อความที่ระบุไว้ที่หน้าสำนวนดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำบังคับแล้ว เมื่อโจทก์กับจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งคำบังคับไปยังจำเลยแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องออกคำบังคับซ้ำอีก โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี แม้ท้ายคำขอระบุยอดหนี้คำนวณถึงก่อนยื่นคำขอ 1 วัน ก็ไม่ถือว่าโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีผิดแผกแตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอม คำขอดังกล่าวชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 275

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.70 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.272 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.275

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 289,692,959.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 194,131,047.74 บาท และอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงิน 24,846,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2541 และดอกเบี้ยอัตราที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้ (MLR) ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท และต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและจำเลยทั้งสองยินยอมชำระหนี้ให้โจทก์เต็มตามคำขอท้ายฟ้องและให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนหมายบังคับคดีและงดการบังคับคดีไว้ก่อน เนื่องจากคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์เป็นคำขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยังไม่ได้ส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามก่อนแต่อย่างใด อีกทั้งในคำขอให้ออกหมายบังคับคดีโจทก์ระบุความรับผิดในหนี้ของจำเลยทั้งสองไม่ตรงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่จะยกเลิกเพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายบังคับคดี จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงได้ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า คำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากโจทก์ยังมิได้ขอและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า ตามหน้าสำนวนของคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมและได้อ่านคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับในคดีเรื่องนี้ให้คู่ความฟังแล้วจึงได้ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าสำนวนครบถ้วน และที่หน้าสำนวนดังกล่าวยังได้ระบุข้อความของคำบังคับไว้ว่า ให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิฉะนั้นจะถูกบังคับคดีตามกฎหมาย โดยมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นลงนามในฐานะเป็นผู้ออกคำบังคับ และโจทก์กับจำเลยต่างได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำบังคับดังกล่าวแล้ว ตามข้อความดังกล่าวที่ระบุว่า ให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมมีความหมายว่า ศาลมีคำบังคับกำหนดรายละเอียดให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเอง ส่วนข้อความต่อไปที่ว่ามิฉะนั้นจะถูกบังคับคดีตามกฎหมายนั้น ย่อมมีความหมายว่าหากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับภายในระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้จำเลยทั้งสองจะต้องถูกบังคับคดีโดยการถูกยึดทรัพย์หรือถูกจับและจำขังนั่นเอง ข้อความที่ระบุไว้ที่หน้าสำนวนดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำบังคับแล้ว เมื่อศาลได้มีคำบังคับดังกล่าวในวันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอม และโจทก์กับจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับแล้ว ย่อมถือได้ว่ามีการส่งคำบังคับไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องออกคำบังคับซ้ำอีก ที่จำเลยที่ 2 อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อสนับสนุนข้ออ้างจำเลยที่ 2 นั้น ก็ปรากฏว่าข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่าศาลยังมิได้ออกและส่งคำบังคับให้จำเลยปฏิบัตินั้นฟังไม่ขึ้น ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในอุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่า คำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากระบุความรับผิดของจำเลยทั้งสองไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจดูคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าคำขอดังกล่าวได้ระบุโดยชัดแจ้งถึงรายละเอียดของสัญญาประนีประนอมยอมความครบทุกข้อตรงตามรายละเอียดที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามคำพิพากษา จึงถือได้ว่าคำขอของโจทก์ได้ระบุโดยชัดแจ้งซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดีตามนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 แล้ว แม้ข้อความตอนท้ายในคำขอของโจทก์ที่ระบุยอดหนี้คำนวณถึงก่อนวันยื่นคำขอ 1 วัน คือวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ว่า จำเลยแต่ละคนค้างชำระหนี้เพียงใดก็เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ต้องการแยกให้เห็นว่าจำเลยแต่ละคนมีภาระหนี้ที่ค้างชำระคำนวณจนถึงขณะที่โจทก์ยื่นคำขอเป็นจำนวนเท่าใด ไม่ถือว่าโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีผิดแผกแตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอม และเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ก็ปรากฏว่าในหมายบังคับคดีระบุข้อความให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยศาลได้แนบรายละเอียดที่ต้องมีการบังคับคดีตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความไปด้วย ดังนั้น คำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ก็ดี หรือหมายบังคับคดีที่ศาลได้ออกก็ดี ล้วนทำขึ้นตรงตามรายละเอียดในคำพิพากษาตามยอมทั้งสิ้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีหรืองดการบังคับคดีตามที่จำเลยที่ 2 ร้องขอแต่ประการใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3229/2550 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัท ริมกก จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัท ริมกก จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3966/2551ฎีกา 2701/2537ฎีกา 1337/2533ฎีกา 1652/2534ฎีกา 363/2518ฎีกา 810/2552ฎีกา 3865/2537ฎีกา 1763/2551ฎีกา 403/2530ฎีกา 1419/2543ฎีกา 187/2516ฎีกา 39/2524ฎีกา 3794/2536ฎีกา 1256/2518ฎีกา 5094/2565ฎีกา 785/2525ฎีกา 4470/2543ฎีกา 5393/2542ฎีกา 3034/2531ฎีกา 4566/2536ฎีกา 7084-7289/2548ฎีกา 2532/2523ฎีกา 3924/2535ฎีกา 2223/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา