คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2550
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกเกินกว่า 2 ปี และรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเด็กหรือเยาวชนตาม ป.อ. ได้นั้น ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 106 (3)
ย่อคำพิพากษา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 106 (3) ให้อำนาจศาลพิจารณารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเด็กหรือเยาวชนตาม ป.อ. ได้ แม้ว่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกเกินกว่า 2 ปี และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเมื่อจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นลงโทษขั้นต่ำให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 9 เดือน จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้นั้นจึงเป็นการไม่ชอบ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม.106 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 9 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 (3) ให้อำนาจศาลพิจารณารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเด็กหรือเยาวชนตามประมวลกฎหมายอาญาได้ แม้ว่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกเกินกว่า 2 ปี และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นลงโทษขั้นต่ำให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้นั้นจึงไม่ชอบไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และเพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามลำดับศาล เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2), 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีศาลยาวชนและครองครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาใหม่ในปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2550
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี โจทก์
นายสุทธิพงษ์หรือเก้ บัวตูม กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี · จำเลย - นายสุทธิพงษ์หรือเก้ บัวตูม กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · สบโชค สุขารมณ์ · อร่าม เสนามนตรี |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ