⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8971/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8971/2550

ป.อาญา ม.32, 33, 53 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในการปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายนั้น ศาลมีอำนาจลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำเสมอไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ซึ่งบทมาตราดังกล่าวแม้จะให้ศาลมีอำนาจที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.58 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.67 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.58 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 8525/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนอีก 600 เม็ด ไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 25 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8525/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (เดิม) ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 20 กรัม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) อีกกระทงหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรก 33 ปี 4 เดือน กระทงที่สอง 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 43 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงแรก 25 ปี กระทงที่สอง 7 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 32 ปี 6 เดือน สำหรับโทษและกำหนดโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีพันตำรวจโทชูเกียรติและจ่าสิบตำรวจณัฐพลเป็นประจักษ์พยานต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากจับจำเลยที่ 2 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10,000 เม็ด แล้ว พันตำรวจโทชูเกียรติสอบถามจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 บอกว่าจำเลยที่ 1 ให้นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาส่ง จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้าน (เกิดเหตุ) พันตำรวจโทชูเกียรติขอให้จำเลยที่ 2 พาไปที่บ้านจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกลง พันตำรวจโทชูเกียรติใช้โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดที่รออยู่ที่สนามกีฬาการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามไปสมทบที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อพยานทั้งสองกับพวกและจำเลยที่ 2 ไปถึงบ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ด้วยกัน จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง พันด้วยเทปสีดำแปะไว้ที่ด้านหลังโต๊ะเครื่องแป้งภายในบ้าน จำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาขายให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 รับว่านำเมทแอมเฟตามีนมาจากชายไม่ทราบชื่อซึ่งพักอยู่บริเวณย่านลาดพร้าว พันตำรวจโทชูเกียรติแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ พยานทั้งสองกับพวกนำจำเลยทั้งสามไปที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ทำบันทึกการจับกุมให้จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อ จำเลยทั้งสามยังได้เขียนบันทึกคำรับสารภาพให้พันตำรวจโทชูเกียรติไว้ กับโจทก์มีร้อยตำรวจโทกฤษดาและร้อยตำรวจโทฐานิสรพนักงานสอบสวนต่างเบิกความยืนยันว่าในชั้นสอบสวนพยานทั้งสองแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจของตนเอง เห็นว่า พันตำรวจโทชูเกียรติ จ่าสิบตำรวจณัฐพล ร้อยตำรวจโทกฤษดา และร้อยตำรวจโทฐานิสร ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไปตามความจริง และโจทก์ยังมีบันทึกการจับกุม บัญชีของกลางคดีอาญา บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ภาพถ่าย และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา (ของจำเลยที่ 2 และที่ 3) เป็นพยานสนับสนุนโดยเฉพาะบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ก็มีข้อความระบุทำนองว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับโทรศัพท์จากหญิงคนหนึ่งขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 5 มัด (10,000 เม็ด) จำเลยที่ 1 ตกลงขายให้ในราคามัดละ 53,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 ไปส่งให้แก่ผู้ซื้อที่บริเวณคลองเตยล็อก 1 จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบด้วยว่าจะให้จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที จำเลยที่ 3 เดินทางมาที่บ้านจำเลยที่ 1 เพื่อรอรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ต่อมาอีกประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 3 ถุง ในห้องของบุตรสาวของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปวางไว้ด้วย ทำให้คำเบิกความของพยานทั้งสี่คนของโจทก์ดังกล่าวน่าเชื่อถือและควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 เองก็ยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับด้วยว่าในวันเกิดเหตุที่ถูกจับกุมนั้น จำเลยที่ 2 ได้ยืนยันต่อหน้าจำเลยที่ 1 ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 1 และเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 600 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าค้นพบที่โต๊ะเครื่องแป้งในบ้านจำเลยที่ 1 จึงเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม กับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีสารบริสุทธิ์เกินกว่า 375 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 20 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมและดำเนินคดีนายสุภาพซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ได้ ขอให้ศาลฎีกาลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 นั้น มีหนังสือของพันตำรวจเอกบุญเลิศ ผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวน 1 กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และหนังสือของพันตำรวจเอกทวี รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่างระบุยืนยันทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เคยให้ความช่วยเหลือแก่ราชการในการปราบปรามจับกุมนายสุภาพผู้ค้ายาเสพติดใหโทษรายใหญ่ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจริง ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ซึ่งบทมาตราดังกล่าวแม้จะให้ศาลมีอำนาจที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมาก ทั้งศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้แต่อย่างใด" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8971/2550 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุชาติ ปานทะโชติ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสุชาติ ปานทะโชติ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดิเรก อิงคนินันท์ · สถิตย์ อรรถบลยุคล · อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5840/2544ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ