⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2620/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานอนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าไปในเคหสถาน ย่อมไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8)

ย่อคำพิพากษา

การที่ ฉ. และ จ. ผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านและกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างที่ผู้เสียหายไม่อยู่ เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 95,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่นายฉลวย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนางชิตและนายฉลวยเป็นพยานเบิกความว่า คืนที่นางชิตไปนอนเป็นเพื่อนจำเลยนั้นจำเลยชวนนางชิตเข้าไปในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหาย และหยิบถุงเงินในที่นอนออกมาอวดนางชิต แม้ว่านางชิตจะพยายามทัดทาน แต่จำเลยก็ยืนยันว่าจะเอาเงินในถุงใบนั้น ต่อมาเมื่อนายฉลวยรู้ว่าเงินสูญหายและสอบถาม นางชิตจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เห็นว่า แม้คำเบิกความของนางชิตจะเป็นคำพยานเดียวซึ่งศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่ง แต่เมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับข้อเท็จจริงว่าช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยชวนนางชิตเข้าไปนอนในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหายด้วยและระหว่างปัดที่นอนจำเลยหยิบถุงเงินของนายฉลวยมาให้นางชิตดู เจือสมคำเบิกความของนางชิตเช่นนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาจากสถานภาพของนางชิตซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างของนายฉลวยและรับรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างนายฉลวยกับจำเลย จนได้รับความไว้วางใจให้มานอนเป็นเพื่อนจำเลยประกอบแล้วเชื่อว่านางชิตเบิกความไปตามความจริงที่ตนรู้เห็นมา คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนัก แม้นางชิตจะมิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา แต่เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของพยานดังกล่าวที่พยายามทัดทานไม่ให้เอาเงินในถุงใบนั้นไป จำเลยก็ยังยืนยันว่าจะเอาแล้ว กรรมย่อมเป็นเครื่องแสดงเจตนาว่าจำเลยซึ่งถือถุงเงินของนายฉลวยมาให้พยานดู เป็นผู้เอาเงินถุงนั้นไป ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุเกิดจากนางจำรัสผู้เสียหายล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยกับนายฉลวย จึงหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลยเพราะหากทรัพย์สินสูญหายจริงก็ควรต้องรีบร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมคนร้ายทันที มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 3 เดือน เช่นนี้ เห็นว่า ในฎีกาของจำเลยเองก็ยืนยันว่า นายฉลวยไม่ประสงค์จะเอาความกับจำเลยจึงไม่ร้องทุกข์ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านายฉลวยยังมีเยื่อใยต่อจำเลย ในขณะเดียวกันก็เกรงว่านางจำรัสผู้เสียหายจะล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของตนกับจำเลยจึงนิ่งเฉยเสียในช่วงแรก จนกระทั่งรู้ข่าวจากนายสมคิด อคีตคนงานของตนว่าจำเลยไปชักชวนนายสมคิดมาลักทรัพย์ในบ้านของตนอีกจึงต้องพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนั้น การร้องทุกข์ที่เนินออกไปจึงมีเหตุผลอยู่ในตัวและมิใช่ข้อพิรุธบกพร่องในส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยลักเงินของนายฉลวยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้นมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลชั้นต้นศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายฉลวยและนางจำรัสผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านรวมทั้งกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างเดินทางไปกรุงเทพมหานคร เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้วการกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามอนุมาตรานี้ด้วยจึงมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2552 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว โจทก์ นางสาวสุมิตรา บุญวัฒน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว · จำเลย - นางสาวสุมิตรา บุญวัฒน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธนพจน์ อารยลักษณ์ · พิทักษ์ คงจันทร์ · เฉลียว พลวิเศษ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.849/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2527ฎีกา 1331/2479ฎีกา 268/2468ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1908/2528ฎีกา 1567/2535ฎีกา 2597/2516ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1250/2520ฎีกา 1368/2509ฎีกา 444/2537ฎีกา 3245/2545ฎีกา 1957/2515ฎีกา 18654/2555ฎีกา 3388/2526ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2845/2543ฎีกา 831/2532ฎีกา 7562/2556ฎีกา 2151/2529ฎีกา 730/2509ฎีกา 5838/2541ฎีกา 490/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา