⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4655/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเปลี่ยนภูมิลำเนาของบุคคลย่อมมีผลเมื่อมีการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมเจตนาจะเปลี่ยนภูมิลำเนา และการส่งหมายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้คู่ความเสียสิทธิในการต่อสู้คดี ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาไปที่อื่นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏว่าคดีหลักของคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการแจ้งย้ายภูมิลำเนาในคดีหลักให้ศาลทราบอีกต่อไป และไม่อาจถือได้ว่าภูมิลำเนาในคดีหลักยังเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลยที่ 1 เพราะภูมิลำเนาของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 41 ผู้ร้องทราบว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาใหม่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องในคดีนี้ การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2) ย่อมเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเพราะไม่มีโอกาสได้คัดค้านคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ตามมาตรา 27 การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1โดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องให้ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัดเสียก่อนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งดังกล่าวของศาลล่างทั้งสองเสียได้ตามมาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.74

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 188,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 124765 ตำบลทุ่งสองห้อง (ลาดโตนด) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1/163 ของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองไว้เป็นประกันหนี้ที่มีอยู่แก่ผู้ร้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งและศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 กับนางสาวนวลศรีหรือนวนศรี ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองหลักทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิของผู้ร้อง เนื่องจากหมายนัดไต่สวนคำร้องที่ส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 710/85 หมู่ที่ 12 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร นั้น จำเลยที่ 1 ย้ายออกมานานแล้ว และย้ายเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 1/163 หมู่ที่ 6 ซอยชินเขต 1 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 จนถึงปัจจุบัน ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแก่จำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 710/85 หมู่ที่ 12 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่บ้านเลขที่ 1/163 หมู่ที่ 6 ซอยชินเขต 1 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 โดยมีหลักฐานแนบมาท้ายคำร้องคือสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 1/163 หมู่ที่ 6 ซอยชินเขต 1 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนามาจากบ้านเลขที่ 710/85 หมู่ที่ 12 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปที่บ้านเลขที่ 1/163 หมู่ที่ 6 ซอยชินเขต 1 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมายตามคำแถลงของผู้ร้อง นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าคดีหลักของคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการแจ้งย้ายภูมิลำเนาในคดีหลักอีกต่อไป และไม่อาจถือได้ว่าภูมิลำเนาในคดีหลักยังเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลยที่ 1 เพราะภูมิลำเนาของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าได้เปลี่ยนภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 710/85 หมู่ที่ 12 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/163 หมู่ที่ 6 ซอยชินเขต 1 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร แล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องดังกล่าวในวันที่ 9 ธันวาคม 2542 อีกทั้งยังปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารท้ายคำร้องซึ่งทำขึ้นระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 1/163 หมู่ที่ 6 หมู่บ้านชินเขต ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า ผู้ร้องทราบว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาใหม่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องในคดีนี้ การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) ย่อมเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเพราะไม่มีโอกาสได้คัดค้านคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องให้ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัดเสียก่อนเช่นนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งดังกล่าวของศาลล่างทั้งสองเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี" พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องฉบับดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2553 บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายสุรินยา ภูมิอ่อน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด · ผู้ร้อง - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายสุรินยา ภูมิอ่อน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิทยา ลิ้มสุวัฒน์ · มานัส เหลืองประเสริฐ · ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1843/2536ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 5146/2537ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2521/2540ฎีกา 1572/2511ฎีกา 1172/2514ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 2280/2559ฎีกา 3589/2525ฎีกา 3055/2526ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5415/2543ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565ฎีกา 5015/2541ฎีกา 7279/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 3260/2528ฎีกา 1644/2519ฎีกา 1376/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา