⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14083/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14083/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
มูลคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยของโจทก์เกิดในเขตศาลที่การกู้ยืมเงินและการค้ำประกันได้กระทำขึ้น แม้โจทก์จะถูกฟ้องและชำระหนี้ในเขตศาลอื่นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร โดยมีโจทก์กับ ม. ค้ำประกัน ย่อมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ศาลในคดีก่อนพิพากษาให้โจทก์ร่วมรับผิดใช้หนี้กับจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมาฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส การกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ ล้วนกระทำที่สาขาธนาคารเจ้าหนี้ในจังหวัดนราธิวาส จึงถือว่ามูลคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเกิดในจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะถูกธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดยะลา และโจทก์ได้ชำระเงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ไปตามคำพิพากษาศาลจังหวัดยะลาแล้ว ก็ไม่ถือว่ามูลคดีหรือต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยของโจทก์คดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดยะลา โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดยะลาไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 896,545.37 บาท (ที่ถูก 896,545.37 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 896,547.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก่อนว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส การกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ ล้วนกระทำที่สาขาธนาคารเจ้าหนี้ในจังหวัดนราธิวาส จึงถือว่ามูลคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเกิดในจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะถูกธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น และโจทก์ได้ชำระเงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ก็ไม่ถือว่ามูลคดีหรือต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยของโจทก์คดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14083/2555 นายสุรพล ทองชาติ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนราภัทรกิจ (1996) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุรพล ทองชาติ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดนราภัทรกิจ (1996) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประยูร ณ ระนอง · พิศาล อัยยะวรากูล · อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยะลา - นายรัศน์ ไชยชิต · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.135/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2334/2517ฎีกา 8818/2551ฎีกา 3240/2533ฎีกา 620/2548ฎีกา 2766/2528ฎีกา 1511/2520ฎีกา 8672/2553ฎีกา 583/2548ฎีกา 7255/2539ฎีกา 841/2549ฎีกา 620/2475ฎีกา 2841/2547ฎีกา 2768/2530ฎีกา 1824/2567ฎีกา 1286/2481ฎีกา 6459/2546ฎีกา 3994/2540ฎีกา 729/2492ฎีกา 1783/2527ฎีกา 1307/2503ฎีกา 572/2549ฎีกา 2591/2526ฎีกา 3413/2524ฎีกา 1353/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา