⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14143/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14143/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยสมัครใจ คู่กรณีต้องให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยเงินที่ต้องใช้คืนให้บวกดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ แต่เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ต้นเงินก่อนดอกเบี้ยเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

กรณีเป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย โดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ สำหรับการชำระหนี้ต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานและดอกเบี้ย ป.พ.พ. มาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลย เพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยได้รับเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจากโจทก์ 6,749,540 บาท ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 โจทก์จำเลยสมัครใจเลิกสัญญาใช้ที่ดินภาระจำยอมดังกล่าวและจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทคืน โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทแล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 (ซึ่งเป็นวันที่จำเลยรับต้นเงินดังกล่าวจากโจทก์) ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเงินค่าดอกเบี้ยค้างชำระ 4,558,713.28 บาท เมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 6,749,540 บาท ภายหลังวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อีกต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.329 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,207,080.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,558,713.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,749,540 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาภารจำยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินเพื่อทำทางเข้าออกบริเวณย่านสถานีรถไฟบ้านทับช้างโดยโจทก์ชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจำนวน 6,749,540 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาด้วย ต่อมาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ และในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 6,749,540 บาท มาชำระคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไว้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกรณีนี้เป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยโดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ดังนั้น หนี้ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระจึงมีทั้งหนี้ต้นเงินซึ่งเป็นหนี้อันเป็นประธานและดอกเบี้ย ซึ่งตามมาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลยเพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทไว้แล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเวลา 9 ปี 2 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 4,558,713.28 บาท และเมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท นับแต่วันดังกล่าวต่อไปอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 4,558,713.28 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจำนวน 4,558,713.28 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14143/2555 บริษัทริเวอร์ไซด์การ์เด้น จำกัด โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทริเวอร์ไซด์การ์เด้น จำกัด · จำเลย - การรถไฟแห่งประเทศไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · สุนันท์ ชัยชูสอน · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายจุมพล ชูวงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2594/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 472/2526ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2409/2551ฎีกา 8477/2540ฎีกา 1339/2536ฎีกา 3601/2538ฎีกา 4991/2552ฎีกา 4873/2528ฎีกา 5434/2536ฎีกา 3010/2543ฎีกา 8021/2549ฎีกา 615/2531ฎีกา 3055/2526ฎีกา 292/2518ฎีกา 2080/2548ฎีกา 7673/2546ฎีกา 1123/2514ฎีกา 601/2537ฎีกา 1928/2531ฎีกา 1465/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา