⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 18955/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18955/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามกฎหมายที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ได้

ย่อคำพิพากษา

ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่า กรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่น เมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้ว ให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส.1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่นๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 ฯ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 ฯ จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2512 ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จัดให้มีโครงการเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ตามระเบียบ ซึ่งระเบียบดังกล่าว ข้อ 16 และ 18 กำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ทายาทของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม หากเป็นสมาชิกสวัสดิการมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท และเมื่อสมาชิกดังกล่าวถึงแก่กรรมจะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่ทายาทของสมาชิก เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 โจทก์ทั้งสองสมัครเข้าเป็นสมาชิกโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี และให้จ่ายเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว 100,000 บาท แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกครบ 10 ปี และอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์คนละ 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวให้โดยอ้างมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุ 60 ปี แต่จะจ่ายเงินสงเคราะห์ 100,000 บาท ครั้งเดียวให้แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด ว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ถือว่าเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2547 ข้อ 86 (1) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่ากรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่นเมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้วให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ. 2539 (ส.ค.ส. 1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินนั้นไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่น ๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ของจำเลยที่ 1 ว่าก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18955/2555 นายเสี่ยน วรินทรา กับพวก โจทก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสี่ยน วรินทรา กับพวก · จำเลย - สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · พิศล พิรุณ · อิสสระ นิ่มละมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเลย - นายอภิเชษฐ์ ศรีโยม · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2289/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9663/2554ฎีกา 3076/2533ฎีกา 1751/2523ฎีกา 18/2520ฎีกา 514/2479ฎีกา 5478/2534ฎีกา 80/2511ฎีกา 14783/2555ฎีกา 4770/2567ฎีกา 450/2536ฎีกา 3806/2534ฎีกา 4749/2533ฎีกา 1985/2525ฎีกา 8954/2549ฎีกา 3513/2542ฎีกา 5939/2545ฎีกา 291/2547ฎีกา 7658/2549ฎีกา 1063/2540ฎีกา 1124/2512ฎีกา 624/2553ฎีกา 8596/2568ฎีกา 4637/2536ฎีกา 4354/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา