คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคาร ธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามกฎหมาย แม้ผู้ฝากจะโอนเงินเข้าบัญชีผิดพลาด ธนาคารก็ต้องดำเนินการตามหลักสุจริตและมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค
ย่อคำพิพากษา
แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. โดยผิดพลาด ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทน ซ. ไม่ ตราบใดที่ ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่ ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับ ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของ ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม จำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง และเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่า ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ตามมาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาถนนเอกชัย บัญชีเลขที่ 147246xxxx เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 โจทก์ประสงค์จะโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ 31,000 บาท ไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาว พ. บุตรของโจทก์ ซึ่งเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลย สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 450133xxxx ผ่านแอปพลิเคชันการโอนเงินที่ติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ แต่โจทก์พิมพ์หมายเลขบัญชีที่จะโอนเงินผิดพลาดไป 1 ตัวเลข จากเลข 5 เป็นเลข 8 ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 480133xxxx ของนาย ซ. บุคคลสัญชาติเมียนมา ซึ่งเปิดบัญชีไว้กับจำเลย ในวันดังกล่าวโจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้เป็นหลักฐาน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ไว้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. โดยผิดพลาด นาย ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทนนาย ซ. ไม่ ตราบใดที่นาย ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่นาย ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับนาย ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม จำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร แต่เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง และเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่านาย ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568
นาง ก. โจทก์
ธนาคาร ร. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง ก. · จำเลย - ธนาคาร ร. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ฉัตรชัย ไทรโชต · ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ · สมชาย อุดมศรีสำราญ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงบางบอน - นายกฤษฎา พณิชยกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | ผบ.(พ)74/2567 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา