⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5891/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5891/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าฎีกาไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

ศาลฎีกาไม่รับคดีของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความศาลฎีกา สืบเนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง กับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการไม่รับคดีซึ่งข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกาจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาไว้พิจารณาพิพากษา พ.ศ.2551 ข้อ 3 จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง จึงออกคำพิพากษาในรูปของคำสั่งตามบทบัญญัติและระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น เท่ากับศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 คดีของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 21 ธันวาคม 2555 จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม), 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 339 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 965/2551 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 10,900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังวันที่ 21 ธันวาคม 2555 วันที่ 25 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดมีผลย้อนหลังไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ที่คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาไม่รับคดีของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความศาลฎีกา สืบเนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง กับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการไม่รับคดีซึ่งข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกาจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาไว้พิจารณาพิพากษา พ.ศ.2551 ข้อ 3 จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง จึงออกคำพิพากษาในรูปของคำสั่งตามบทบัญญัติและระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น เท่ากับศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป" คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 คดีของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 21 ธันวาคม 2555 จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้เริ่มนับโทษตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2551 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5891/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายกฤษณ์ จินดารัตน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายกฤษณ์ จินดารัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดิเทพ ถิระวัฒน์ · พิศล พิรุณ · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายมานะกิจ ถาคุณ · ศาลอุทธรณ์ - นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1458/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 1022/2551ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 4122/2540ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 4970/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา