⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12991/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12991/2558

ป.อาญา ม.33, 53, 78 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.176

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ศาลพิพากษาลงโทษได้ทันที ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง

ย่อคำพิพากษา

พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพ รับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 มีใบหน้าคล้ายบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำผิดจริง ดังนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นจึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 และริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปี ริบเหล็กแป๊บและเศษเก้าอี้พลาสติกของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้พลาสติกเป็นอาวุธตีที่บริเวณศีรษะและใบหน้าของนายโรจน์ ผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเหล็กแป๊บและเศษเก้าอี้พลาสติกเป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปในที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนายวรฤทธิ์และนายอัสสรัตน์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชกต่อยและใช้เหล็กแป๊บจะเข้าทำร้ายนายวรฤทธิ์ภายในร้าน แต่นายเรืองศักดิ์เจ้าของร้านห้ามปรามไว้ และจำเลยที่ 3 ใช้เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินฟาดนายอัสสรัตน์ได้รับบาดเจ็บ หลังจากจำเลยที่ 1 และพวกออกจากร้านไปเพียง 5 นาที พยานโจทก์ทั้งสองก็ได้ยินเสียงเหมือนคนถูกทุบทำร้ายร้องขอความช่วยเหลือ 2 ครั้ง จากนั้นได้ออกไปดูนอกร้านก็พบผู้ตายนอนอยู่กลางถนนและมีเลือดไหลออกจากศีรษะจำนวนมาก พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเห็นและจดจำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ แม้ไม่เห็นขณะที่ผู้ตายถูกตีก็ตาม แต่ก็ยืนยันว่ามีการใช้เวลาทำร้ายผู้ตายเพียง 5 นาที ไม่นานผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย มีเลือดไหลออกจากศีรษะจำนวนมาก ย่อมแสดงว่ามีคนร้ายหลายคนรุมทำร้ายผู้ตายด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจนทำให้ถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพและอยู่ในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ในสถานที่เกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้พลาสติกตีผู้ตายบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญโดยเจตนาฆ่าจนถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนมีการซัดทอดจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แม้โจทก์จะมีนายวรฤทธิ์ นายอัสสรัตน์ และนายเรืองศักดิ์มาเบิกความเป็นพยานก็ตาม แต่พยานโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานแวดล้อมซึ่งใกล้ชิดสถานที่เกิดเหตุ แต่ไม่ใช่พยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังที่โจทก์อ้าง เพราะพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้เป็นอาวุธฆ่าผู้ตายเลย ด้วยเหตุมีประตูร้านค้าปิดกั้น ไว้ คงได้ยินแต่เสียง และเมื่อเปิดประตูร้านค้าออกไปดูก็คงพบแต่ผู้ตายนอนอยู่บนถนนหน้าร้านค้า ไม่พบคนร้ายเลย ที่ว่าใครเป็นคนร้ายก็เบิกความว่า คนร้ายมีหลายคนตามที่คาดหมายเอาโดยไม่เห็นเอง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและให้การซัดทอดจำเลยที่ 2 ด้วย ก็ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเพียงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีจำเลยที่ 2 และนายสุริยานั่งดื่มสุรากันอยู่แล้วทะเลาะกับนายโรจน์ และจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้ตีทำร้ายที่ศีรษะของนายโรจน์เป็นเหตุให้นายโรจน์ถึงแก่ความตายเท่านั้น ไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ร่วมใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้ตีทำร้ายที่ศีรษะของผู้ตายแต่อย่างใด ซึ่งพวกของจำเลยที่ 1 มิใช่จะมีเพียงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น เพราะนายเรืองศักดิ์เจ้าของร้านค้าก็เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มากับพวกประมาณ 5 คน ทั้งปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ และตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดเพิ่มเติมตาม ก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันให้การปฏิเสธ ส่วนครั้งแรกที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธแล้วต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพนั้น ก็เป็นขั้นตอนหลังจากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธีตามขั้นตอนระเบียบของศาลชั้นต้นไปแล้ว ทั้งยังมีข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อมา เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 มีใบหน้าคล้ายบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำผิดจริง ดังนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12991/2558 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายยาวหรือจะสอหรือสอ คะจู กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นายยาวหรือจะสอหรือสอ คะจู กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เปรมศักดิ์ ชื่นชวน · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5840/2544ฎีกา 4/2508ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 122/2481ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 226/2529ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 551/2514ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ