⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2401/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สายไฟฟ้าที่แยกจากอาคารได้โดยไม่ทำให้บุบสลาย ไม่ถือเป็นส่วนควบของอาคารตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 และไม่เป็นอุปกรณ์ของอาคารตาม ป.พ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การยึดทรัพย์สินที่ติดจำนองโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ทำให้สิทธิจำนองของผู้รับจำนองเสื่อมเสียไป ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้

ย่อคำพิพากษา

สายไฟฟ้ามิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้ ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนองนั้น จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงชำระเงิน 1,839,586.80 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีของจำนวนหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสายไฟฟ้า น้ำหนักรวม 4,806 กิโลกรัม ราคา 400,000 บาท และถังน้ำสูงประมาณ 9 เมตร จำนวน 8 ใบ ราคา 800,000 บาท รวมราคา 1,200,000 บาท ที่สถานประกอบกิจการของจำเลยเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 วันที่ 5 มิถุนายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการหลังที่ว่า โจทก์นำยึดสายไฟฟ้าและถังน้ำพิพาทคดีนี้ชอบหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากนายพิชิต ทนายความผู้ร้องเบิกความว่า พยานตรวจสอบสำนวนพบว่าสายไฟฟ้าพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นสายไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับตู้ควบคุมไฟฟ้าเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าไปที่เครื่องจักรผลิตกระดาษที่ตั้งอยู่ภายในโรงงานของจำเลย ตรงกับคำเบิกความของนางสาวกรทอง กรรมการผู้จัดการจำเลยที่เบิกความในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดสายไฟฟ้าพิพาท ดังนั้น สายไฟฟ้าพิพาทจึงมิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1093/2553 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 สำหรับถังน้ำพิพาทจำนวน 8 ใบนั้น ผู้ร้องนำสืบว่า ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนอง จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการแรกที่ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องช้ากว่า 15 วัน หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2558 บริษัทแอพพลายด์ ไซแอนทิฟิค อินสตรูเม้นท์ส จำกัด โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทแอพพลายด์ ไซแอนทิฟิค อินสตรูเม้นท์ส จำกัด · ผู้ร้อง - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิรนิติ หะวานนท์ · พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว · พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ