⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 999/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2561

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.3, 4, 7 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตกลงซื้อขายยาเสพติดกันทางโทรศัพท์ ถือเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้การส่งมอบยาเสพติดยังไม่สำเร็จ ผู้ซื้อที่ไปรอรับยาเสพติด ถือว่าได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จึงมีความผิดฐานพยายามครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย

ย่อคำพิพากษา

การที่ จ. ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์ โดย จ. ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จะติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันทางโทรศัพท์ ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบของกลางเช่นนี้ถือว่าเป็นการร่วมคบคิดกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขาย จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพราะจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขายได้ในขณะเดียวกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่สำเร็จ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 3 ไปรอรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ที่จุดนัดหมาย ถือเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับความผิดสำเร็จฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 และเงินที่จำเลยที่ 3 เตรียมไว้สำหรับซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำมาส่งมอบให้ เงินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.43 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.157 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.3 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.4 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.7 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ม.42 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ม.65

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7, 8 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 65 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91 ริบของกลางและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 4 ไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100/2 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 57, 91 ด้วย) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 65 (ที่ถูก ระบุมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ด้วย) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอบเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษเท่าความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน (ที่ถูก ควรระบุฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันอีกบทหนึ่งมีระวางโทษเท่ากัน) จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถในขณะใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ ปรับ 800 บาท รวมจำคุก 40 ปี 8 เดือน และปรับ 800,800 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี 4 เดือน และปรับ 400,400 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษเท่าความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด มีระวางโทษเท่ากัน (ที่ถูก ควรระบุฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันอีกบทหนึ่ง มีระวางโทษเท่ากัน) จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่ถูก ต้องระบุพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 3 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด) จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 โดยให้จำเลยที่ 4 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 4 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 4 เห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลางทั้งหมด พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน แต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 1068 xxxx หมายเลข 09 0182 xxxx และหมายเลข 08 1302 xxxx กับแผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์ 7 อัน ของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตรวจค้นภายในรถกระบะพบเมทแอมเฟตามีน 1,948 เม็ด น้ำหนัก 180.5779 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 33.5223 กรัม ที่จะนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนขยายผลจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมยึดเงิน 110,000 บาท และของกลางอื่นอีกหลายรายการตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์และบัญชีของกลางคดีอาญา สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรี พัฒนะ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 3 ประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า หลังจากได้รับแจ้งจากผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคอนสวรรค์ว่าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ต้องหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเพื่อให้สืบสวนขยายผลจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้อง จากการสอบถามข้อมูลจากจำเลยที่ 1 ทราบว่า จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาจากนายจ๊อด ไม่ทราบชื่อสกุล ไปส่งแก่เจ๊กอ ระหว่างนั้นนายจ๊อดโทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 1 หลายครั้ง แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งเจ๊กอที่หน้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาภูเขียว จึงมีการวางแผนเพื่อจับกุมเจ๊กอ พยานโจทก์กับพวกและจำเลยที่ 1 เดินทางไปถึงอำเภอภูเขียว และจอดรถอยู่ฝั่งตรงกันข้ามธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาภูเขียว ซึ่งเป็นจุดนัดหมายห่างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อผู้ที่จะมารับเมทแอมเฟตามีนโดยเปิดเสียงโทรศัพท์ให้พยานโจทก์กับพวกได้ยินว่าเจ๊กอและบุตรสาวจะมารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยใช้รถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด ป้ายทะเบียนขอนแก่น พยานโจทก์บอกให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงนายจ๊อดเพื่อบอกแก่ผู้ที่จะมารับเมทแอมเฟตามีนว่าจำเลยที่ 1 เดินทางมาถึงแล้ว ต่อมานายจ๊อดโทรศัพท์บอกจำเลยที่ 1 ว่าบอกให้ผู้ที่จะมารับเมทแอมเฟตามีนแสดงตัวให้จำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงออกมายืนบริเวณที่รถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด จอดอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับจำเลยที่ 3 พยานโจทก์จึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมเงิน 110,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง และโจทก์ยังมีพยานหลักฐานประกอบ คือบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบุว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 เวลา 19.06 นาฬิกา และ 19.17 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 08 0781 xxxx และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 หมายเลข 08 0012 xxxx โทรศัพท์ติดต่อถึงกันและกันซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงเจ๊กอให้มารับเมทแอมเฟตามีน ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ๊กอผู้ที่นายจ๊อดให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่ง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะโทรศัพท์ถึงกันและกัน ทั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่รู้จักกันมาก่อน และจำเลยที่ 3 ออกมาจากรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียนขอนแก่น ตรงตามที่นายจ๊อดบอกแก่จำเลยที่ 1 พันตำรวจตรี พัฒนะพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของพันตำรวจตรี พัฒนะเป็นการเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนและมีเหตุผล มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เงินจำนวน 110,000 บาท เตรียมไว้เล่นการพนันและเป็นค่าวัวที่ติดต่อซื้อไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นการขัดต่อเหตุผล เพราะถ้าจำเลยที่ 3 จะไปซื้อวัวจริง ก็น่าจะโทรศัพท์ถึงนายบรรหาร เจ้าของวัว แต่นายบรรหารเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่าได้นัดให้จำเลยที่ 3 มาหาในวันที่ 1 กันยายน 2554 แต่ไม่ได้นัดเวลากันไว้ จำเลยที่ 3 ไม่มาตามนัดและไม่ได้โทรศัพท์บอกนายบรรหารถึงเหตุที่ไม่มา หากจำเลยที่ 3 ติดต่อซื้อวัวไว้จำเลยที่ 3 จะต้องขอหมายเลขโทรศัพท์จากนายบรรหารเพื่อติดต่อสอบถามข้อมูล แต่จำเลยที่ 3 กลับไม่ทราบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายบรรหาร ทั้งที่นายบรรหารได้บอกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยที่ 3 และสามีแล้ว แต่จำเลยที่ 3 เดินทางมาพบนายบรรหารโดยไม่ได้โทรศัพท์บอกล่วงหน้า จึงนับว่าเป็นพิรุธ เมื่อพิจารณาประกอบกับบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดแล้ว มีความน่าเชื่อถือ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลที่นายจ๊อดให้จำเลยที่ 1 มาส่งมอบเมทแอมเฟตามีน อีกทั้งจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยไม่ได้ให้รายละเอียดข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้อง แต่จำเลยที่ 3 กลับนำสืบปฏิเสธในชั้นพิจารณาโดยยกข้อเท็จจริงและอ้างพยานบุคคลต่าง ๆ อันเป็นการง่ายแก่การสร้างข้อเท็จจริงเพื่อปฏิเสธความผิด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายจ๊อดติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์ โดยนายจ๊อดว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จะติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางกันทางโทรศัพท์ ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางเช่นนี้ ถือว่าเป็นการร่วมคบคิดกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขาย จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพราะจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขายได้ในขณะเดียวกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่สำเร็จ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 3 ไปรอรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ที่จุดนัดหมาย ถือเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับความผิดสำเร็จฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้คืนเงินจำนวน 110,000 บาท แก่จำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยที่ 3 เตรียมไว้สำหรับซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำมาส่งมอบให้ เงินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นเป็นข้อปลีกย่อย ไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้เช่นเดียว กับความผิดสำเร็จ กับความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2561 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นางสาววีนา จันทร์กลาง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ · จำเลย - นางสาววีนา จันทร์กลาง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · รังสรรค์ ดวงพัตรา · ชลิศร์ สวัสดิทัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นางศศิธร เพ็ชรคง · ศาลอุทธรณ์ - นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2625/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5840/2544ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 531/2510ฎีกา 647/2563
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา