⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1972/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1972/2562

ป.อาญา ม.52, 53, 56 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.2, 30, 44 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่ก่อให้ผู้กระทำผิดกระทำความผิดนั้น ไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ร่วมจะไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.69 ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายชัชวาล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองให้การในส่วนคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 80 จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในขณะอายุยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีนี้จำเลยที่ 2 กระทำผิดไปเพราะถูกยั่วยุและขณะกระทำผิดอายุเพียง 18 ปีเศษ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควร มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1), 53 แล้ว (ที่ถูก ไม่ต้องประกอบมาตรา 52 (1), 53) จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมกับพวกไปที่บ้านนางสาวละมัย มารดาจำเลยที่ 2 ที่เกิดเหตุ แล้วโจทก์ร่วมเข้าไปในบริเวณบ้าน ส่วนพวกของโจทก์ร่วมรออยู่นอกรั้วบ้าน โจทก์ร่วมพบจำเลยที่ 2 กับพวกรวมประมาณ 10 คน นั่งดื่มสุรากันที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ซึ่งโจทก์ร่วมไม่รู้จักมาก่อน โจทก์ร่วมถามหานายทอนและนายหม่อม ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล จำเลยที่ 2 กับพวกไม่รู้จัก จึงบอกให้โจทก์ร่วมออกไปจากบ้าน ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมพูดท้าต่อย ท้าตี กับจำเลยที่ 2 กับพวก ต่อมาโจทก์ร่วมกับพวกย้อนกลับเข้ามาในบ้านแล้วทุบทำลายข้าวของที่อยู่ภายในบ้านได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุนางสาวปรียา มารดาโจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมถูกรุมทำร้าย ส่วนนางสาวละมัยก็ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายคนและทำลายทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหาย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคดีอาญา ในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เบื้องต้นโจทก์ร่วมให้การปฏิเสธ ส่วนพวกของโจทก์ร่วมให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นได้แยกฟ้องโจทก์ร่วมเป็นคดีใหม่และต่อมาโจทก์ร่วมให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์ร่วมมีความผิดตามฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2995/2559 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ร่วมเดินเข้าไปสอบถามหาคนที่รู้จักกับกลุ่มพวกของจำเลยที่ 2 เมื่อมีคนตอบว่าไม่รู้จักคนดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ แต่จำเลยที่ 2 กับพวกกลับตามมารุมทำร้ายโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันที่ศีรษะและบริเวณข้อมือของโจทก์ร่วมจนได้รับบาดเจ็บ เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า ก่อนถูกจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันนั้น โจทก์ร่วมเดินกลับออกมาอยู่นอกรั้วบ้านและขณะนั้นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายและทำลายข้าวของภายในบ้านยุติไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์ร่วมเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ทั้งพยานจำเลยปากนายจักรพรรดิ ก็เบิกความเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในประเด็นนี้ แสดงว่าเหตุการณ์อันเป็นเหตุแห่งการป้องกันนั้นผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วม จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ร่วมบุกรุกเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 แล้วพูดจาท้าตีท้าต่อยทั้งยังร่วมกับพวกทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายพวกของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้านดังกล่าว อันเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ถือเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันศีรษะโจทก์ร่วมในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันและโจทก์ร่วมยังไม่หยุดพูดจาท้าทาย จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ร่วมจะไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจึงชอบและเหมาะสมแล้ว ปัญหาทั้งสองประการนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การในประเด็นแรก และไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นหลัง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ที่เกิดเหตุเป็นบ้านของจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมกับพวกเข้ามาก่อเหตุขึ้นก่อนทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 กับพวกก็แสดงอาการเป็นมิตร โดยการยกสุราให้ดื่ม แต่โจทก์ร่วมก็ยังแสดงกิริยาที่ไม่สมควร ในลักษณะไม่ยำเกรงใคร ทั้งยังพูดท้าตีท้าต่อยและร่วมกับพวกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในบ้านของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมถึงแม้จะฟังว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 30,000 บาท อันถือเป็นการรับผิดในผลของการกระทำไปแล้วส่วนหนึ่ง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 โดยการรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1972/2562 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นาย ช. โจทก์ร่วม นาย ธ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม · โจทก์ร่วม - นาย ช. · จำเลย - นาย ธ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สราวุธ ศิริภาณุรักษ์ · วัฒนา วิทยกุล · สุรพล เอี่ยมอธิคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายสุเนติ คงเทพ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2130/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 888/2490ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 730/2486ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา