⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3934/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2562

ป.อาญา ม.3, 53, 76 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.192, 215, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานเป็นตัวการก็ตาม ศาลย่อมลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้หากข้อแตกต่างไม่ใช่สาระสำคัญและจำเลยไม่หลงต่อสู้ เพราะโทษเบากว่า.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 แล้วชูเสื้อผ้าให้พวกดู และนำไปวางไว้มุมห้องก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบคิดกับพวกที่กระทำชำเรามาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเรา ทั้งขณะพวกของจำเลยที่ 1 กระทำชำเราก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันใดให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นตัวการ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ขณะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเรา และทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283, 283 ทวิ, 317 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การเดิมเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันกระทำอนาจาร แต่ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางสาว ธ. ผู้เสียหายที่ 1 ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 25 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 2 อายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 16 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 317 วรรคสาม อีกฐานหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 อายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงแล้ว เป็นจำคุก 18 ปี 14 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 9 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับนาย บ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบสามปี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาว ษ. นั่งอยู่ที่ร้านสนุกเกอร์ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ร้านบอกผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาว ษ. ว่านาย ช. ให้จำเลยที่ 2 รับผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาว ษ. ไปที่บ้านนาย ท. ผู้เสียหายที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์มีนางสาว ษ. นั่งซ้อนท้ายตามรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับมาไปที่บ้านนาย ท. แล้วผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปนอนดูโทรทัศน์อยู่ภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยที่ 1 เข้าไปนอนข้างผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้มือจับนมผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้น นาย ก. นาย ว. นาย ฤ. และนาย ธ. ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 และคดีฟังยุติตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 317 วรรคสาม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้เหตุเกิดเวลากลางคืน แต่ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 นางสาว ษ. จำเลยที่ 1 นาย ก. และ ช. นอนดูโทรทัศน์อยู่ภายในห้องที่เกิดเหตุ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะออกจากห้องนอนไป มีการปิดโทรทัศน์และไฟฟ้าแล้ว เชื่อว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะออกจากห้องนอนไปยังมีแสงสว่างจากโทรทัศน์และหลอดไฟฟ้าภายในห้องส่องสว่างมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งก่อนเกิดเหตุกระทำชำเราจำเลยที่ 1 อยู่ใกล้ชิดกอดและจับนมผู้เสียหายที่ 2 แล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์สับสนวุ่นวายที่จะทำให้ผู้เสียหายที่ 2 มองเห็นเหตุการณ์ผิดพลาดไปได้ ประกอบกับการกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น แม้เด็กจะยินยอมก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้พวกของจำเลยที่ 1 กระทำชำเราหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับนาย ก. ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 1 ชูเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ให้พวกของจำเลยที่ 1 ดูแล้วนำไปวางไว้มุมห้องก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบคิดกับพวกที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งขณะพวกของจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันใดให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วย และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ในขณะพวกของจำเลยที่ 1 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 แต่การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนาย ก. ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 1 ชูเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ให้พวกของจำเลยที่ 1 ดูแล้วนำไปวางไว้ที่มุมห้อง เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยที่ 1 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 แม้ว่าโจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 86, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุสิบแปดปีเศษ แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 13 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2562 พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์ นางสาว ธ. โจทก์ร่วม นาย ว. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี · โจทก์ร่วม - นางสาว ธ. · จำเลย - นาย ว. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติพงษ์ ศิริโรจน์ · สุรทิน สาเรือง · กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายพินิต สุขสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2847/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา