⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8572/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8572/2563

ป.อาญา ม.58, 59, 78 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ถือเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากผู้ปกครองตามความหมายของกฎหมายแล้ว แม้จะกระทำโดยมีเจตนาอนาจารหรือพยายามกระทำอนาจารผู้เยาว์ด้วยก็ตาม การกระทำทั้งสองส่วนนี้เป็นเจตนาที่แยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดคนละกรรมกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาออกจากห้องเช่าของผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นโทรศัพท์ในห้องเช่าของจำเลยซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ไม่ว่าจะขออนุญาตผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยพาไปพยายามกระทำชำเรา ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความหมายของคำว่า "พราก" แล้ว จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร เป็นเจตนาที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 มารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนที่จำเลยเจตนากระทำอนาจารและพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจตนาต่างหากจากเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไป มิใช่กระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายอาญา ม.58 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม.5 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม.9

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.58 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 59, 80, 91, 92, 277, 279, 283 ทวิ, 317 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2041/2559 และ 2875/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนง เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 16 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี บวกโทษจำคุกคดีละ 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2041/2559 และ 2875/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนง เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 12 ปี 2 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องโจทก์ว่าจำเลยถูกจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ฉ. ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 และนาย ฉ. ที่ห้องเช่าไม่มีชื่อ ห้องหมายเลข 1 ส่วนจำเลยพักอาศัยที่ห้องเช่า ห้องหมายเลข 5 ซึ่งเป็นห้องที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรว่า จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แพทย์ตรวจไม่พบหลักฐานว่าผ่านการร่วมประเวณี และพนักงานสอบสวนสอบคำให้การผู้เสียหายทั้งสองไว้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากร้อยตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานกระทำการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะแกล้งกล่าวหาและเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ น่าเชื่อว่าได้เบิกความไปตามความจริง นอกจากนั้นตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยให้การรับสารภาพและให้รายละเอียดก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยกระทำการล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร และภายหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปโดยมีผู้เสียหายที่ 1 วิ่งติดตามไปในทันที เมื่อไปถึงบริเวณตรงข้ามปากซอย ผู้เสียหายที่ 1 ร้องเรียกให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยระบุถึงพฤติการณ์การกระทำของตนเองไปตามความเป็นจริง โดยปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโท อ. ที่ยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนไม่ได้ขู่เข็ญ บังคับ ให้คำมั่นสัญญา หรือหลอกลวงจำเลยแต่อย่างใด และพยานอ่านข้อความในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ให้จำเลยฟังก่อนลงลายมือชื่อ ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานบอกเล่าซึ่งตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนดังกล่าวมาฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยเป็นการวินิจฉัยโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานนี้กฎหมายมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก อันไม่ใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย เด็กแม้จะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดคำว่า "พราก" โดยวิธีการอย่างใด และไม่ว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือโดยมีผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำ หากมีผู้กระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในห้องเช่าของจำเลย การที่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาออกจากห้องเช่าของผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นในห้องเช่าที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ไม่ว่าจะขออนุญาตผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ก็ตาม เมื่อถูกจำเลยพาไปพยายามกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาถูกตัดขาดพรากไปแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยกระทำลักษณะเสื่อมเสียเยี่ยงนี้ ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา อันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และได้พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกันก็ตาม แต่เห็นได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 มารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจตนากระทำอนาจารและพยายามกระทำชำเราอันเป็นเจตนาต่างหากจากเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปดังกล่าว จึงมิใช่กระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีให้จำคุก 8 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารให้จำคุก 8 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีอนึ่ง แม้ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 279 ตามลำดับ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 5 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 18 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2041/2559 และ 2875/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนงเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลย 6 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8572/2563 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นาย ว. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัด · จำเลย - นาย ว.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภัทรศักดิ์ วรรณแสง · อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล · สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางสาวศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมควร ศิริยุทธ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1152/2563

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6635/2551ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 8272/2553ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 5042/2549ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา