⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3479/2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569

ป.อาญา ม.4, 29, 30 ฯลฯ

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.4 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.4 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 90, 104, 134, 145, 152, 162, 165 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 32, 33, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสาม (2), 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มเฉพาะโทษปรับ เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป คงจำคุก 25 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 25 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุก 35 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 46 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 23 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับและโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 23 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องกำหนดโทษจำเลยให้เบาลงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 1,893 เม็ด กับชนิดเกล็ดสีขาวอีก 7 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้รวม 209.079 กรัม ซึ่งฟังเป็นยุติว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการจำหน่ายอย่างหนึ่งตามนิยามคำว่า "จำหน่าย" ในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เป็นของกลางเสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความเสียหายในสังคมส่วนรวม จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ก่อนหน้านี้จำเลยเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งจำหน่ายแก่บุคคลอื่นหลายครั้ง และปรากฏจากคำฟ้องว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ขอเพิ่มโทษในคดีนี้เพราะกระทำความผิดซ้ำ ส่อแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นประจำหรือทำเป็นปกติธุระ ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) อีกด้วย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 2,000,000 บาท ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่พอให้รับฟังว่าการกระทำของจำเลยมีความร้ายแรงถึงขนาดทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาทถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แม้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ว่าฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) โดยวางโทษจำคุก 35 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่งแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

รายละเอียดคดี

คู่ความพนักงานอัยการจังหวัดพังงา โจทก์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)(พิชัย เพ็งผ่อง-องอาจ แน่นหนา-จักรพันธ์ สอนสุภาพ)
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายอำนาจ ศรีอรุณราช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอย.21/2569

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 239/2484ฎีกา 960/2559ฎีกา 5806/2534ฎีกา 893/2563ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา