⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1022/2491

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2491

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เสียหายตกลงทำสัญญากับจำเลย โดยนำเงินที่อ้างว่าจำเลยยักยอกไปรวมเป็นราคาค่าซื้อฝากโรงงานของจำเลยแล้ว ถือเป็นการยินยอมไม่ติดใจว่ากล่าวในเงินรายนั้นอีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้ทำใบรับเงินให้แก่ผู้เสียหาย 1 ฉบับ มีข้อความว่าจำเลยได้รับเงินจากผู้เสียหาย 1 หมื่นบาท เพื่อซื้อแร่จากจังหวัดยะลามาให้ผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้กลับมาแจ้งแก่ผู้เสียหายว่าได้เอาเงิน 7000 บาท ไปวางมัดจำสำหรับทำสัญญาซื้อแร่ และได้นำเงินที่เหลือมาคืน ต่อมาจำเลยจึงได้ทำสัญญาขายฝากโรงงานถลุงแร่ของจำเลยแก่ผู้เสียหาย จำนวนราคาขายฝากให้ถือเอาหลักฐานที่จำเลยทำไว้กับผู้เสียหาย คือ สัญญากู้ยืม และรับเงินรวม 3 ฉบับ และจำนวนเงิน 1 หมื่นบาท ดังกล่าวข้างต้นได้รวมอยู่เป็นค่าซื้อฝากโรงงานด้วย หลังจากทำสัญญาขายฝากแล้ว ผู้เสียหายจึงได้ทราบว่าจำเลยยักยอกเอาเงิน 7000 บาทซึ่งอ้างว่าไปวางมัดจำซื้อแร่นั้น เอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย การที่ผู้เสียหายตกลงทำสัญญากับจำเลย เอาเงินที่หาว่าจำเลยยักยอกไปรวมเป็นราคาค่าซื้อฝากขอโรงงานของจำเลยเสร็จไปแล้วนั้น ผู้เสียหายจะกลับรื้อฟื้นขึ้นมาว่ากล่าวฟ้องร้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่งขอให้คืนเงินรายนี้ หรือทางอาญาขอให้ลงโทษฐานยักยอก เพราะการตกลงกับจำเลยดังกล่าวข้างต้นนั้น มีผลเป็นการยินยอมไม่ติดใจว่ากล่าวในเงินรายนี้แล้ว ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในท้องสำนวน ศาลฎีกาไม่จำต้องถือตามและมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.314 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.222 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.238 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ความว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงถลุงแร่แห่งหนึ่ง จำเลยได้เอาเงิน ม.จ.นิตยากรไปหลายครั้ง บางครั้งจำเลยทำเป็นหนังสือกู้ยืมให้ไว้บ้าง ทำใบรับเงินบ้าง ฉะเพาะรายที่เป็นมูลกรณีแห่งคดีนี้ คือ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๘๖ จำเลยทำใบรับเงินให้ไว้แก่ ม.จ.นิตยากร หนึ่งฉบับ มีข้อความว่า จำเลยได้รับเงินไปจากผู้เสียหาย ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อเอาไปซื้อแร่จากจังหวัดยะลามาให้ ม.จ.นิตยากร ถ้าซื้อไม่ได้จะนำเงินมาคืนให้ จำเลยได้รับเงินสดไปเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม นั้น เพียง ๔,๐๐๐ บาทเศษ ส่วนอีก ๕,๐๐๐ บาทเศษ ส่งไปจากธนาคารทางปักษ์ใต้ ต่อมา ๗ - ๘ วัน จำเลยได้กลับมาจากปักษ์ใต้แจ้งแก่ ม.จ.นิตยากรว่า ได้เอาเงิน ๗๐๐๐ บาทวางมัดจำไว้ต่อยี่ห้อเม่งเสียนจังหวัดยะลา สำหรับทำสัญญาซื้อแร่ ๔๐ ตัน เหลือหักค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทาง แล้วจำเลยได้ส่งคืน ม.จ.นิตยากร ๆ ทราบต่อมาว่า ความจริงจำเลยหาได้นำเงิน ๗๐๐๐ บาทไปวางมัดจำไว้ไม่ จึงได้ร้องทุกข์ให้พนักงานอัยยการดำเนินคดีนี้ หาว่าจำเลยยักยอกเงิน ๗๐๐๐ บาทไว้เป็นประโยชน์ของจำเลยเสีย จึงขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๓๑๔ และให้คืนเงิน ๗๐๐๐ บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยกระทำผิดจริง พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือน ตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๓๑๔ กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๗๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า หลักฐานในสำนวนแสดงว่าผู้เสียหายและจำเลย ได้ตกลงทำสัญญาปราณีประนอมยอมความกันแล้ว ผู้เสียหายไม่มีสิทธินำคดีมาร้องทุกข์ และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยได้อีก ศาลฎีกาพิจารณาคดีในที่ประชุมใหญ่แล้ววินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทำสัญญาขายฝากโรงงานถลุงแร่ของจำเลยให้แก่ ม.จ.นิตยากร เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๘๖ นั้น เป็นการผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาไม่ต้องถือตาม คงฟ้องข้อเท็จจริงในข้อนี้ใหม่ตามพยานหลักฐานในท้องสำนวนว่า สัญญาขายฝากนี้ได้ทำเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๘๖ แต่ให้ถือว่ามีผลตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๘๖ เป็นต้นไป คือตามสัญญาขายฝากนี้จำเลยยินยอมให้ ม.จ.นิตยากร ผู้รับซื้อฝากออกทุนในการประกอบกิจการแต่ฝ่ายเดียว และจำเลยยอมโอนกรรมสิทธิ์ในโรงงานนี้ทั้งหมดให้แก่ผู้รับซื้อฝาก นับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๘๖ เป็นต้นไป ข้อความตอนท้ายของสัญญามีว่า จำนวนราคาขายฝากนี้ ให้ถือหลักฐานที่นายเพาะจำเลย ได้ทำไว้กับ ม.จ.นิตยากร คือสัญญากู้ยืม และรับเงินเป็นจำนวน๓ ฉบับ ซึ่งได้เซ็นไว้และมอบให้ไว้กับหม่อมเจ้านิตยากรแล้ว และฟังข้อเท็จจริงว่า ใบรับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อไปซื้อแร่ (รายที่เป็นมูลกรณีแห่งคดีนี้) ได้รวมอยู่เป็นค่าซื้อฝากโรงงานด้วย จึงต้องฟังว่า จำนวนเงิน ๗๐๐๐ บาทที่ผู้เสียหายได้ฟ้องเป็นกรณียักยอกนี้ เป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหายได้ตกลงกับจำเลย ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อฝากโรงงานของจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงยังปรากฏต่อไปว่า ภายหลังจากการซื้อฝากโรงงานของจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงยังปรากฏต่อไปว่า ภายหลังจากการซื้อฝากโรงงานนี้แล้ว ผู้เสียหายจึงได้ทราบว่าที่จำเลยมาแจ้งว่าจำเลยเอาเงิน ๗๐๐๐ บาท ไปวางมัดจำซื้อแร่กับบริษัทเม่งเสียมนั้นเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ปัญหามีว่า ม.จ.นิตยากร จะอ้างว่าเป็นผู้เสียหาย กลับมาร้องฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกในทางอาญาหรือขอให้ใช้หรือคืนเงินได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ ม.จ.นิตยากร ตกลงทำสัญญากับจำเลยเอาเงินที่หาว่าจำเลยยักยอกตามฟ้อง ไปรวมเป็นราคาค่าซื้อฝากโรงงานของจำเลยเสร็จไปแล้วนั้น เป็นการแสดงว่า ม.จ.นิตยากร ได้ยินยอมยกเลิกไม่เกี่ยวข้องกับเงินรายนี้แล้ว ฉะนั้นถึงแม้จำเลยจะยักยอกเอาเงินนี้ไปประโยชน์ส่วนตัวเสียก่อน และม.จ.นิตยากรเพิ่งทราบภายหลังก็ดี ก็จะกลับรื้อฟื้นขึ้นมาว่ากล่าวฟ้องร้องไม่ได้ ไม่ว่าเป็นทางแพ่งขอให้คืนเงินรายนี้หรือทางอาญาขอให้ลงโทษฐานยักยอก เพราะการตกลงกับจำเลยดังกล่าวข้างต้นนั้นมีผลเป็นการยินยอม ไม่ติดใจว่ากล่าวในเงินรายนี้แล้ว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2491 พนักงานอัยยการ และ ม.จ.นิตยากร วรวรรณ โจทก์ นายเพาะ บุนนาค จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยยการ และ ม.จ.นิตยากร วรวรรณ · จำเลย - นายเพาะ บุนนาค
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชาวินิจฉัย · ปรีชาวินิจฉัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายเจริญ ปัญญารชุน · ศาลอุทธรณ์ - พระทิพย+
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 845/2543ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 1656/2512ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4637/2567ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 5272/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1979/2521ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1499/2531ฎีกา 369/2501ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1660/2518ฎีกา 801/2503ฎีกา 3329/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา