คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1435/2493
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การบอกเลิกสัญญาเช่าสวนที่มีกำหนดเวลา ต้องกระทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาเช่าแต่ละปี
2. หากผู้ให้เช่าไม่ยอมให้ผู้เช่าเข้าครอบครองสวนตามสัญญา ผู้ให้เช่าต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เช่า และผู้เช่ามีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้าทำสวน
ย่อคำพิพากษา
สัญญาเช่าสวนมีกำหนด 3 ปี กำหนดค่าเช่ากันเป็นรายปี แต่ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งเดือน ดังนี้การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจึงหมายว่าต้องกระทำไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนก่อนสุดระยะเวลาหนึ่งปี
ในกรณีที่ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่ายังไม่ได้เข้าทำสวนเลยเช่นนี้ถ้าผู้ให้เช่าไม่ยอมให้ผู้เช่าครอบครองสวนตามสัญญาซึ่งไม่มีสิทธิจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เช่าและผู้เช่าก็มีสิทธิได้รับชดใช้ ค่าเสียหายเพราะขาดประโยชน์ชั่วระยะเวลา 1 ปีแรกเท่านั้น
การคำนวณค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้เข้าทำสวนส้มนั้นต้องคำนวณจากผลส้มที่ได้ หักค่าใช้จ่ายที่จะต้องลงทุน เช่น ค่าอุปกรณ์การทำสวนส้มและค่าแรง ซึ่งจะต้องใช้สิ้นเปลืองไปกับค่าเช่าเป็นต้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
กรณีเนื่องจากคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๒/๒๔๙๐ ซึ่งได้พิพากษาว่าโจทก์จำเลยนี้ได้ทำสัญญาเช่าที่สวนกัน แล้วก่อนถึงเวลาที่โจทก์จะเข้าใช้สถานที่ จำเลยกลับบอกเลิกสัญญา โดยไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น จำเลยย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นเรื่องค่าเสียหายแล้ว พิพากษา
ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยคืนค่าเช่าพร้อมทั้งดอกเบี้ยเป็นเงิน ๑๑๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเนื่องแต่โจทก์ขาดผลประโยชน์ไม่ได้ทำสวนตามสัญญาเช่า คิดเฉลี่ยเป็นเงินปีละ ๓๐๐๐ บาท ๓ ปีเป็นเงิน ๙๐๐๐ บาท
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์, จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาเช่ารายนี้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งเดือน การเช่าสวนรายนี้ได้กำหนดค่าเช่ากันเป็นรายปี การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญานั้นจึงหมายว่าต้องกระทำไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนก่อนสุดระยะเวลา ๑ ปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายเพราะขาดผลประโยชน์ชั่วระยะเวลา ๑ ปีแรกเท่านั้น
ส่วนค่าเสียหายควรคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ นั้น โจทก์ควรจะได้ส้มทั้งสวนอย่างสูง ๒๐๐๐๐ ผล ราคาร้อยละ ๕๐ บาทเป็นเงิน ๑๐๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายที่จะต้องลงทุน เช่น ค่าอุปกรณ์การทำสวนส้ม และค่าแรงงานซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิ้นเปลืองไปเป็นเงินประมาณ ๔๐๐๐ บาท กับค่าเช่าซึ่งโจทก์จะต้องเสียแต่ได้เรียกคืนไปแล้วอีก ๑๐๐๐ บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน ๕๐๐๐ บาท ค่าเสียหายที่โจทก์น่าจะได้จึงไม่ควรเกิน ๕๐๐๐ บาท
จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เป็นเงินทั้งหมด เป็นเงิน ๕๐๐๐ บาท นอกนั้นยืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1435/2493
นายยู่กิ๊ด แซ่เฮง โจทก์
นายอับดุลลาอะมัน ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายยู่กิ๊ด แซ่เฮง · ล. - นายอับดุลลาอะมัน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประมูล สุวรรณศร · นนทประชา · มนูกิจวิมลอรรถ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายฉันท์ วรวิทย์รัตกญาณ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสุทธิภาศนฤพนธ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา