คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2500
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่ผู้เช่าอยู่ต่อและผู้ให้เช่ายังคงรับค่าเช่าหลังจากบอกเลิกสัญญาแล้ว ถือเป็นการผ่อนผัน มิใช่การต่อสัญญาเช่า
* การที่จำเลยปลูกสร้างอาคารในที่ทำเลการค้า ถือว่าอาคารนั้นไม่ใช่เคหะสถาน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยรับว่าเช่าที่จากโจทก์ถือได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่เช่าโดยไม่จำเป็นต้องเรียกคนอื่นที่ร่วมเช่าที่กับโจทก์มาเข้าชื่อฟ้องด้วย
จำเลยปลูกห้องแถว 5 ห้อง 2 ชั้น กั้นอยู่เฉพาะชั้นบน ติดป้ายว่าเป็นบริษัทรับก่อสร้าง อยู่ในที่ทำเลการค้าถือว่าห้องนั้นไม่ใช่เคหะ
ผู้แทนโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว แม้จำเลยจะอยู่ต่อมาและโจทก์ก็ยังเก็บค่าเช่า ถือว่าโจทก์ผ่อนผันให้จำเลย มิใช่เจตนาต่อสัญญาเช่ากับจำเลย
โจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้ค่าเช่าจากจำเลยเดือนละ 56 บาท จำเลยไม่สืบคัดค้าน ศาลย่อมให้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามอัตรานี้ได้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องมีใจความว่าโจทก์ได้เช่าที่มาจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี แล้วมาแบ่งให้จำเลยเช่า ๕๖ ตารางวา โดยไม่ได้ทำหนังสือและไม่มีกำหนดระยะเช่า วัตถุของการเช่าก็คือจำเลยจะปลูกอาคารและประกอบการค้า และจำเลยได้สร้างอาคารและทำการอุตสาหกรรมใช้ยี่ห้อว่า "มาหล่ำกี่" สถานที่เช่าอยู่ในทำเลการค้าอยู่ตอนหน้าซอยมิตรผดุง ถนนเจริญกรุง อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร เนื่องจากโจทก์มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ที่ ๆ จำเลยเช่า จึงได้บอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกจากที่ใน ๑ เดือน จำเลยได้รับคำบอกกล่าวและครบกำหนดแล้วก็ไม่ออก โจทก์จึงต้องมาฟ้องจำเลยเพื่อให้ศาลบังคับต่อไป
จำเลยต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีโจทก์
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายไว้ดังนี้
๑. จำเลยรับว่าเช่าที่จากโจทก์ ถือว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ แม้จะมีผู้อื่นเช่าที่จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่วมกับโจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องเอาคนเหล่านั้นมาลงชื่อฟ้องจำเลยด้วย
๒. ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าห้องแถวที่จำเลยสร้างขึ้นในที่เช่าติดป้าย "บริษัทมาหล่ำกี่ก่อสร้าง จำกัด" ซึ่งเป็นบริษัทค้าไม้แปรรูปและรับเหมาก่อสร้าง มีเสมียนของบริษัท ๑ คนทำงานอยู่ในห้องชั้นล่าง และเก็บไม้แบบสำหรับหล่อปูนซิเมนต์ในการก่อสร้าง ด้านหลังติดกับห้องแถวตั้งเป็นโรงงานไสไม้ ห้องนี้ติดกับถนนซอยมิตรผดุง เมื่อไสไม้ได้ก็เอามาเก็บไว้ชั้นล่างเพื่อจัดส่งให้แก่ผู้สั่งทำต่อไป ลักษณะห้องก็เป็นห้อง ๕ ห้อง ๒ ชั้น กั้นห้องเพียงชั้นบน ชั้นล่างไม่กั้นปล่อยเป็นห้องโถง แสดงว่าเพื่อให้ประโยชน์ยิ่งกว่าอาศัย ทั้งโจทก์นำสืบฟังได้ว่าที่นี้อยู่ในทำเลการค้า ห้องที่ปลูกจึงมิใช่เคหะซึ่งจะได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน
๓. ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายชาญได้บอกเลิกการเช่าแทนโจทก์เมื่อปีเศษมาแล้ว เท่าที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ให้จำเลยอยู่ต่อไปจนกว่าจะสร้างตึกในที่เช่า และโจทก์เก็บค่าเช่าต่อมาอีก ๒ เดือนนั้น ไม่เป็นการแสดงว่าโจทก์ตกลงต่อสัญญาเช่าให้จำเลย หากแต่เป็นการผ่อนผันให้จำเลยอยู่ต่อมาชั่วคราว จึงฟังได้ว่าได้มีการบอกกล่าวแล้ว
๔. ฟังได้ว่าโจทก์ได้ค่าเช่าจากจำเลยเดือนละ ๕๖ บาทโจทก์เองเบิกความยืนยัน จำเลยไม่โต้แย้ง ย่อมฟังเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับชดใช้ได้.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2500
นางหง แซ่เหยี่ยง กับพวก โจทก์
นายหลิ่ม แซ่ม้า จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางหง แซ่เหยี่ยง กับพวก · จำเลย - นายหลิ่ม แซ่ม้า |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวน สิงหลกะ · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · ทรงนิติกรณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครใต้ - นายล้วน นิล · ศาลอุทธรณ์ - นายโพยม เลขยานนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา