⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 941-942/2501

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941-942/2501

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเท็จต่อศาลในคดีแพ่ง ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158 เพราะมาตราดังกล่าวใช้บังคับกับการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญาเท่านั้น หากโจทก์ฟ้องจำเลยฐานฟ้องเท็จตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158 แล้ว ศาลจะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 118 ไม่ได้ เนื่องจากไม่ตรงกับเจตนาของโจทก์และข้อเท็จจริงที่สืบได้ เมื่อศาลรวมการพิจารณาคดีและลงโทษจำเลยแล้ว จะไม่สามารถนับโทษจำเลยทั้งสองคดีต่อเนื่องกันได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อันเป็นเท็จต่อศาล ไม่เป็นผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญาม.158 เพราะการฟ้องเท็จที่จะเป็นผิดตามาตรานี้ ต้องเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญา เมื่อโจทก์ตั้งใจฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.158 แล้ว ศาลจะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม ก.ม.ลักษณะอาญาม.118 ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สืบสมตามฟ้อง เป็นแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไป ตาม ป.วิ.อาญาม.192 วรรค 3-4 เมื่อศาลได้พิจารณาคดีทั้งสองรวมกันและให้รวมกระทงลงโทษจำเลยแล้ว ก็เป็นอันนับโทษจำเลยทั้ง 2 คดีต่อเนื่องกันไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.118 กฎหมายลักษณะอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.187 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.175

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เรื่องฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ คดีแรก โจทก์ฟ้องว่า ๑. จำเลยร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายยาง ๒ ฉบับ โดยตั้งใจจะใช้เป็นหนังสือสำคัญและเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาล โดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้เสียความสัตย์จริงในคดี ๒. จำเลยที่ ๑ ได้ปลอมบัญชีของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับหนังสือสัญญาปลอมดังกล่าวในข้อ ๑ ๓. จำเลยสมคบกันให้จำเลยที่ ๒,๓ กับทนายความอ้างอิงและใช้หนังสือสัญญาและบัญชีปลอม เป็นพยานต่อศาลในคดีร้องขัดทรัพย์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นพยานหลักฐานเท็จ อันอาจเป็นเหตุให้เสียความสัตย์จริงในคดี ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๒๔,๒๒๗,๑๕๗,๑๓๕,๖๕,๖๔,๗๐,๗๑ และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๓) ม.๔ จำเลยปฏิเสธ ศาลจังหวัดภูเก็ตวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ว่า นายตันเซ่งเงี๊ยบไม่ได้เป็นหุ้นส่วนด้วย ในฐานะส่วนตัวนายตันเซ่งเงี๊ยบไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะเป็นการกระทำต่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน จึงให้ยกฟ้อง คดีที่ ๒ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันทำคำร้องขัดทรัพย์อันเป็นเท็จ ยื่นต่อศาลขอให้สั่งถอนการยึดทรัพย์ โดยทุจริตคิดจะกีดกันเอายางที่เจ้าพนักงานศาลยึดไว้ ไปเสียจากอำนาจศาลเพื่อฉ้อโกงห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วน และเบิกความเท็จขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๓๘,๑๕๕,๖๓,๖๕,๗๐,๗๑ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๓) ม.๔ และขอให้บังคับโทษต่อจากคดีแรก จำเลยปฏิเสธ และตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลจังหวัดภูเก็ตพิจารณาฟ้องของโจทก์ในคดีที่ ๒ แล้ว เห็นว่า คำร้องขัดทรัพย์แม้จะเป็นเท็จก็ไม่เป็นฟ้องเท็จ เพราะการที่จะเป็นฟ้องเท็จตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๕๘ นั้นจะต้องเป็นการร้องเรียนหรือกล่าวโทษผู้อื่นว่าเขากระทำความผิดทางอาญาโจทก์ในส่วนตัวหรือในฐานะรับมอบอำนาจ ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเรื่องเบิกความเท็จต่อไป โจทก์อุทธรณ์ทั้ง ๒ สำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๑,๒,๓ และ ๕ ฎีกา แล้วโจทก์ขอถอนฎีกาเฉพาะจำเลยที่ ๔ ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑,๔๒/๒๔๙๓ ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องได้ ส่วนจำเลยฎีกาเรื่องอำนาจของทนายนั้น ได้ความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความอุทธรณ์ฎีกาได้ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เฉพาะจำเลยที่ ๑,๒,๓ และ๕ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๕ ศาลอนุญาตคงพิจารณาแต่เฉพาะจำเลยที่ ๑,๒,๓ ทั้งสองสำนวน ก่อนศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง และศาลจะเห็นสมควรสั่งอนุญาตหรือไม่เพียงไรนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา ม.๑๖๓,๑๖๔ สำหรับกรณีนี้จะใช้ ป.วิ.แพ่ง ม.๒๔,๒๒๗,๒๒๘ มาบังคับดังโจทก์ฎีกาได้ไม่ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๕/๒๔๙๔ ในตอนต่อมา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีทั้งสองนี้รวมกันแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาทั้งในปัญหาข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิจารณาพิพากษาคดีนี้ อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาฟังว่า หนังสือสัญญาซื้อขายยางระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาปลอม ซึ่งได้คิดทำขึ้นโดยไม่เป็นความจริง เพื่อเป็นหลักฐานประกอบข้ออ้างในการที่จำเลยที่ ๒ ร้องขัดทรัพย์ต่อศาลและบัญชีซื้อขายยางก็เป็นบัญชีปลอม และถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในศาลโดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นพยานหลักฐานเท็จ จำเลยที่ ๑-๒ จึงผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๒๒๔,๒๒๗,๑๕๗,๑๕๕,๖๓ ประกอบด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๓) ม. ๔ ส่วน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องเท็จที่จะมีผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๕๘ นั้นต้องเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญา ในคดีนี้ จำเลยเป็นแต่สมคบกันยื่นคำร้องขัดทรัพย์เท็จเท่านั้น การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นผิดตามมาตรา ๑๕๘ ที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม ม.๑๑๘ ฐานแจ้งความเท็จอีกฐานหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองไม่เห็นสมควรให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นการชอบแล้ว เพราะถ้าจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมได้ตามคำขอ ก็ต้องให้โอกาศจำเลยยื่นคำให้การแก้ฟ้องเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะทำให้คดีชักช้าไปโดยไม่สมควร อนึ่งเมื่อโจทก์ตั้งใจฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จตาม ม.๑๕๘ เช่นนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า จะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๑๘ ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย และไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สืบสมตามฟ้องแล้ว เป็นแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไป จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญา ม.๑๙๒ วรรค ๓-๔ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงรับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ ไม่ ปรากฎว่า ได้ร่วมทำผิดกับจำเลยที่ ๑-๒ ด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ ๓ ไม่ได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้รวมกระทงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เฉพาะตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๒๔,๒๒๗,๑๕๕,๖๓ และ ๗๑ ประกอบด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๗๗ ม.๔มีกำหนดคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๒๐๐๐ บาท ถ้าไม่เสียค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๙,๓๐ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีที่ ๒ต่อจากโทษในคดีที่ ๑ นั้น เมื่อศาลได้พิจารณาคดีทั้งสองรวมกันและให้รวมกระทงลงโทษจำเลยแล้ว ก็เป็นอันนับโทษจำเลยทั้ง ๒ คดี ต่อเนื่องกันไม่ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941 - 942/2501 นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน ในฐานะส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวซุย ต้อง แซ่เอี๋ยว โจทก์ นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตัน กับพวก จำเลย เรื่องปลอมหนังสือใช้หนังสือปลอม แนะนำพยานเท็จมาอ้าง นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน ในฐานะส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวซุย

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวซุย - นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน · โจทก์ - ต้อง แซ่เอี๋ยว · จำเลย - นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตัน กับพวก · แนะนำพยานเท็จมาอ้าง - เรื่องปลอมหนังสือใช้หนังสือปลอม · ในฐานะส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวซุย - นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ · นิติธรรมประกรณ์ · นิติธรรมประกรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายพจน์ ปุษปาคม · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสารนัยประสาสน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2480/2538ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา