⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1416-1448/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416-1448/2508

พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ ม.14, 15, 16 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลไปเดินเผชิญสืบตามคำขอของคู่ความ ถือเป็นการสืบพยาน และคู่ความสามารถขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ แม้จะไม่ได้ยื่นรายการวัตถุพยานไว้ก่อน เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม

ย่อคำพิพากษา

โดยที่โจทก์จำเลยร้องขอต่อศาลให้ไปเดินเผชิญสืบตรวจดูว่าหนังทุ่งปุยรายพิพาทจะเป็นประโยชน์ในการเพาะปลูกของจำเลยหรือไม่ ฉะนั้น การที่ศาลไปตรวจดูจึงเป็นการไปสืบพยานตามที่ทั้งสองฝ่ายอ้าง และการที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขอ ศาลก็ได้ไปตรวจดูตามที่ขอนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการสืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226,241) แล้ว และแม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยื่นแสดงรายการแห่งวัตถุพยานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 88 ก็ชอบที่จะขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามมาตรานี้ วรรค 3 ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นได้ไปตรวจดูที่พิพาทตามคำขอของคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าเป็นการอนุญาตตามที่ศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.241 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.14 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.15 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.16 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.17 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.18 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.38

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.241 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้ง ๓๓ สำนวน ศาลล่างพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้งอกล่าวหาเป็นอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้ง ๓๓ สำนวนมีที่ดินเพาะปลูกอยู่ในเขตที่ได้รับประโยชน์จากการชลประทานส่วนราษฎรเหมืองฝายทุ่งปุย เพื่อประโยชน์ในการบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขการชลประทานส่วนราษฎรนี้ นายอำเภอได้สั่งให้นายอารมย์หัวหน้าการชลประทานทำการซ่อมแซมเพื่อเป็นการเตรียมป้องกันน้ำที่จะไหลบ่าเข้ามาในเขตการชลประทานในฤดูฝน เพื่อให้ราษฎรได้รับประโยชน์จากการชลประทานทั่วถึงกัน หัวหน้าการชลประทานซึงเป็นเจ้าพนักงานได้สั่งเกณฑ์จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์ส่วนได้เสียกับการชลประทานไปทำการซ่อมแซมแก้ไขการชลประทานราษฎรนี้ในวันเวลาที่กำหนด จำเลยทราบคำสั่งแล้วไม่ยอมไปซ่อมแซมแก้ไขตามคำสั่งเกณฑ์โดยเจตนาขัดขืน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๑๘,๓๘(ก) จำเลยทุกคนให้การว่า ได้รับคำสั่งเกณฑ์ให้ไปทำการซ่อมแซมแก้ไข ไม่เป็นประโยชน์แก่การเพาะปลูกของจำเลย จำเลยจึงไม่ทำตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามฟ้อง คำให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษกึ่งหนึ่งปรับคนละ ๒๕ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การดูที่พิพาทของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๔๑ แล้ว จำเลยทั้ง ๓๓ สำนวนฎีกาข้อกฎหมายว่า การไปดูที่พิพาทของศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์จำเลยไม่เป็นการสืบพยานที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีฝ่ายใดระบุไว้ในบัญชีพยานที่แต่ละฝ่ายยื่น จึงขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ หรือยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยทั้งสองฝ่ายร้องขอต่อศาลให้ไปเดินเผชิญสืบตรวจดูที่พิพาทว่า พนังทุ่งปุยรายพิพาทจะเป็นประโยชน์ในการเพาะปลูกของจำเลยหรือไม่ การที่ศาลไปตรวจดูจึงเป็นการไปสืบพยานตามที่ทั้งสองฝ่ายอ้าง ซึงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๖ บัญญัติว่า พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ฯลฯ และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน และมาตรา ๒๔๑ ก็ได้บัญญัติถึงเรื่องการสืบพยานว่า สิ่งใดใช้เป็นพยานวัตถุต้องนำมาศาลในกรณีที่นำมาไม่ได้ให้ศาลไปตรวจจดรายงานยังที่พยานวัตถุนั้นอยู่ ฉะนั้น การที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขอให้ศาลไปตรวจดูที่พิพาทและศาลก็ได้ไปตรวจดูตามที่ขอนั้นแล้วจึงถือได้ว่าเป็นการสืบพยานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้แล้ว ถึงแม้กรณีจะเป็นดังที่จำเลยฎีกาว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยื่นแสดงรายการแห่งวัตถุพยานนั้นไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๘ แต่วรรค ๓ มาตราเดียวกันนี้ก็บัญญัติว่า แม้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสองวรรคแรกได้สิ้นสุดแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายใดมีเหตุสมควรอื่นใด ก็ชอบที่จะขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ การที่ศาลชั้นต้นได้ไปตรวจดูที่พิพาทตามคำขอของคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าเป็นการอนุญาตตามที่ศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงไม่เป็นการสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามที่จำเลยฎีกา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416 - 1448/2508 อัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายปรีชา นันทะไชย จ.ล. และจำเลยอื่นๆ อีกรวม 33 สำนวน สำนวนละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 33 คน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดเชียงใหม่ · คน - นายปรีชา นันทะไชย จ.ล. และจำเลยอื่นๆ อีกรวม 33 สำนวน สำนวนละ 1 · คน - รวมทั้งสิ้น 33
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดุล รัตนปิณฑะ · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นยกิติ บูรพรรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายฉลอง จุลกะเศียน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 687/2485ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 917/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 6911/2544ฎีกา 4519/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 960/2559ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 3588/2564ฎีกา 15230/2555ฎีกา 3361/2536ฎีกา 16561/2557ฎีกา 674/2549ฎีกา 2724/2519ฎีกา 637/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา