⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1305/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่ตัวแทนกระทำการเกินขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ตัวการย่อมไม่ผูกพันในการกระทำนั้น * หากผู้รับจ้างไม่สามารถทำการก่อสร้างได้เพราะเหตุแห่งตน ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนได้ * เมื่อสัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นวัตถุแห่งการก่อสร้างถูกบอกเลิก สัญญาจ้างก่อสร้างย่อมสิ้นสุดลง ผู้รับจ้างจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่ผู้ว่าจ้าง

ย่อคำพิพากษา

ชาวตลาดกับโจทก์ตั้งจำเลยที่ 2, 3, 4 กับ บ. เป็นตัวแทน ให้มีอำนาจตกลงกับ ส. และจำเลยที่ 1เกี่ยวกับการก่อสร้างและการเช่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยวางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้างแล้ว แม้จะปรากฏว่าผู้เช่าห้องบางรายมิได้วางเงินตามข้อสัญญา ดังนี้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาด้วยหาได้ไม่ เพราะต้องถือว่าชาวตลาดที่ลงชื่อในหนังสือแต่งตั้งจำเลยที่ 2, 3 และ 4กับ บ. เป็นตัวแทน ไม่ได้เป็นตัวการร่วมกัน จำเลยที่ 2, 3 และ 4 กับ บ. มีอำนาจทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวตลาดแต่ละคนนั้นแยกเป็นรายๆกัน จำเลยรับเหมาปลูกสร้างตึกแถว โจทก์ประสงค์จะเช่าโดยยอมเสียเงินกินเปล่า จึงได้วางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้าง แต่จำเลยก่อสร้างตึกแถวไม่ได้ เพราะกำลังเป็นความกับบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจากกรมศาสนาและเป็นผู้จ้างจำเลยปลูกสร้าง ดังนี้ ถือว่าจำเลยไม่อยู่ในฐานะที่จะทำการชำระหนี้ฝ่ายตนตอบแทนโจทก์ได้ ถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ยังไม่ออกไปจากห้องเช่าเดิมเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยจะริบมัดจำของโจทก์ไว้ไม่ได้ จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างตลาดได้เพราะกรมการศาสนาบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินที่ปลูกสร้างตลาดกับ ส. กรณีจึงเข้ามาตรา 378(3) จำเลยจึงต้องคืนมัดจำให้โจทก์ จำเลยเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไป ไม่มีการมอบอำนาจโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 จึงไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้เป็นการผูกพันชาวตลาด.ซึ่งเป็นตัวการไม่ให้เรียกคืนเงินมัดจำได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.211 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.801

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับเหมาปลูกสร้างตึกแถวและแผงลอยจากนายสง่า โจทก์ประสงค์จะเช่า ๒ ห้อง โดยยอมเสียเงินกินเปล่าให้ ๑๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยรับรองว่าโจทก์จะมีสิทธิเช่าได้ ๑๒ ปี จำเลยทั้งสี่เรียกเงินมัดจำ ๒๐,๑๐๐ บาท และทำหนังสือรับผิดให้โจทก์เป็นหลักฐานและว่าจะลงมือปลูกสร้างภายใน๑๐ เดือน ต่อมามีอุปสรรคในการก่อสร้าง โจทก์บอกเลิกสัญญาและขอรับเงินมัดจำคืน จำเลยไม่คืน ขอให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวและดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เดิมนายสง่าและนางสังวาลย์เช่าที่ธรณีสงฆ์สร้างตลาด โจทก์กับจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ กับคนอื่นเช่าค้าขายต่อมานายสง่านางสังวาลย์รื้อตลาด จึงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ ปลูกสร้างโดยยอมให้จำเลยที่ ๑ เรียกเงินค่าช่วยก่อสร้างจากผู้จะเช่าชาวตลาดกับโจทก์ตั้งจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ กับนายปักเว้งเป็นตัวแทนให้มีอำนาจตกลงกับนายสง่า นางสังวาลย์กับจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับการก่อสร้างและการเช่า ต่อมาตัวแทนชาวตลาดได้ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑วางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทและรับจะนำผู้เช่าห้องและแผงลอยมาแต่เดิมมาทำสัญญาและวางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้างกับจำเลยที่ ๑ ให้ครบทุกราย ต่อมาจำเลยที่ ๒, ๓, ๔กับนายบักเว้งผิดสัญญามิได้นำผู้เช่าห้องมาทำสัญญาวางเงินกับจำเลยที่ ๑ และไม่จัดการให้ผู้เช่าออกไป ถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาจำเลยที่ ๑ เลิกสัญญาและริบมัดจำ โจทก์รับเงินมัดจำและค่าเสียหายไปจากจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ แล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฯลฯ จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ให้การว่า ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับเหมาก่อสร้าง แต่จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ เป็นตัวแทนชาวตลาด มีหน้าที่เจรจากับนายสง่า นางสังวาลย์และผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ให้ความยินยอมให้โจทก์เช่าตึกสร้างใหม่ได้ จำเลยที่ ๑ รับเงินกินเปล่าไปผู้เดียว ฯลฯ ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ ๑ ผู้เดียวรับเงินมัดจำ ๒๐,๑๐๐ บาทจากโจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินมัดจำ ๒๐,๑๐๐ บาทแก่โจทก์ ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่า จำเลยที่ ๑เป็นผู้รับเงินมัดจำ คงใช้ยันจำเลยที่ ๑ ได้ และเห็นได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาวางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้าง ฯลฯ ลงวันที่๒๘ เมษายน ๒๕๐๑ ข้อ ๔ โดยได้มาวางมัดจำตามที่จำเลยที่ ๒, ๓ และ ๔สัญญาไว้ว่าจะนำผู้เช่าห้องแถวและผู้เช่าแผงลอยมาวางมัดจำต่อจำเลยที่ ๑ เป็นรายห้อง รายแผง ภายในกำหนด ๓๐ วันนั้นแล้ว ทั้งนี้แม้จะปรากฏว่าผู้เช่าห้องหรือแผงลอยบางรายมิได้วางเงินตามสัญญาข้อนี้ จะพลอยถือว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดสัญญาด้วยหาได้ไม่เพราะต้องถือว่าชาวตลาดที่ลงชื่อในหนังสือแต่งตั้งจำเลยที่ ๒, ๓ และ ๔กับนายบักเว้งเป็นตัวแทน ไม่ได้เป็นตัวการร่วมกัน จำเลยที่ ๒, ๓และ ๔ กับนายบักเว้งมีอำนาจทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวตลาดแต่ละคนนั้นแยกเป็นราย ๆ กัน ในข้อที่จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาวางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้าง ฯลฯ ข้อ ๕ คือ ไม่ออกจากห้องเช่าเก่าภายใน ๖ เดือน เพื่อให้จำเลยที่ ๑ ทำการก่อสร้างนั้น โจทก์ได้นำสืบว่า ต่อจากที่โจทก์วางมัดจำแล้ว ๕-๖ เดือน จำเลยที่ ๑ก็เป็นความกับนายสง่า และนางสังวาลย์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจากกรมการศาสนาและเป็นผู้จ้างเหมาจำเลยที่ ๑ ให้ปลูกสร้างตลาดใหม่โจทก์และชาวตลาดคนอื่นไปสอบถามจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ บอกว่ากำลังเป็นความอยู่ ยังปลูกสร้างไม่ได้ ต่อมาโจทก์ไปขอมัดจำคืนจำเลยที่ ๑ กลับว่าให้ไปฟ้องเอา ฝ่ายจำเลยก็รับว่าจำเลยที่ ๑เป็นความกับนายสง่าและนางสังวาลย์ ทำให้จำเลยที่ ๑ ลงมือก่อสร้างไม่ได้ เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ เองไม่อยู่ในฐานะที่จะทำการชำระหนี้ฝ่ายตนตอบแทนโจทก์ได้ ฉะนั้น ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๑๑ จึงถือไม่ได้ว่า การที่โจทก์ยังไม่ออกไปจากห้องเช่าเดิมนั้นเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก็ไม่อาจอ้างเหตุตามเอกสารหมาย ล.๑ เพื่อริบมัดจำของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในที่สุดจำเลยไม่สามารถก่อสร้างตลาดรายนี้ได้ เพราะกรมการศาสนาได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินปลูกตลาดกับนายสง่า และนางสังวาลย์ กรณีจึงเข้ามาตรา ๓๗๘(๓) ซึ่งบัญญัติให้ส่งคืนมัดจำ ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ต้องคืนเงินมัดจำนั้นให้โจทก์ นอกจากนี้โจทก์และพยานโจทก์ได้ปฏิเสธว่า ไม่เคยบอกให้จำเลยริบมัดจำ ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ ๑ ก็ว่า จำเลยที่ ๒, ๓ และ ๔กับนายบักเว้งเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไป จำเลยที่ ๒, ๓ และ ๔กับนายบักเว้งจึงไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาวางเงินมัดจำช่วยค่าก่อสร้าง ฯลฯลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๒ ให้เป็นการผูกพันชาวตลาดไม่ให้เรียกคืนเงินมัดจำนั้นได้ เพราะไม่มีการมอบอำนาจโดยชัดแจ้งตามมาตรา ๘๐๑ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2511 นายหยูเซี้ยง แซ่ลิ้ม โจทก์ นายศุภชัย อัมพุช ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหยูเซี้ยง แซ่ลิ้ม · จำเลย - นายศุภชัย อัมพุช ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โพยม เลขยานนท์ · ศริ มลิลา · เฉลิม ทัตภิรมย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายยิ้ม บูรณารมย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสลา หัมพานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1674/2539ฎีกา 707/2507ฎีกา 5523/2536ฎีกา 585/2543ฎีกา 681/2506ฎีกา 2675/2527ฎีกา 770/2486ฎีกา 53/2525ฎีกา 735/2491ฎีกา 4015/2528ฎีกา 114/2536ฎีกา 1972/2500ฎีกา 1451/2512ฎีกา 6/2475ฎีกา 597/2534ฎีกา 6320/2541ฎีกา 2438/2535ฎีกา 2139/2565ฎีกา 6911/2544ฎีกา 6101/2539ฎีกา 5351/2538ฎีกา 1630/2509ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 158/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา