⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2611/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของตัวการ และจะยึดถือทรัพย์สินของตัวการไว้เป็นของตนเองมิได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นบิดาและเป็นบุคคลต่างด้าว ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ของจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการเมื่อจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมถูกผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตาม จะยึดถือที่ดินพิพาทไว้เป็นทรัพย์สินของตนหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.807

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นคนต่างด้าว จำเลยที่ 2 มีชื่อในที่ดินพิพาทเพราะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ปฏิเสธสัญญาดังกล่าวพิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมที่ดินรายพิพาทเป็นของโจทก์ และโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 เมื่อปีพ.ศ. 2514 โจทก์ได้โอนที่ดินรายพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการซื้อขายดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 เมื่อปี พ.ศ. 2517 โจทก์ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) เพื่อขอซื้อที่ดินคืนคณะกรรมการดังกล่าวได้เปรียบเทียบแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้คณะกรรมการจึงส่งเรื่องไปให้อำเภอโพธิ์ประทับข้างลงบันทึกคำเปรียบเทียบและข้อตกลงไว้ในสารบบความแพ่งของอำเภอตามเอกสารหมาย จ.2 มีสารสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เช่าที่ดินรายพิพาททำกินต่อไปโดยคิดค่าเช่า 10 ถังต่อไร่ และยินดีขายที่ดินรายพิพาทคืนให้โจทก์ตามที่โจทก์ขอซื้อในราคา 18,900 บาท โดยให้เวลาไม่จำกัด เมื่อโจทก์ชำระเงินครบจำเลยที่ 1 จะให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโอนที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ขอซื้อที่ดินรายพิพาทจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมขาย โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่สำนักงานดังกล่าวได้มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองให้ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินรายพิพาทแก่โจทก์ ณ ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง ในวันที่ 2 สิงหาคม 2522 และวันที่ 7 กันยายน 2522 โจทก์ไปตามนัดทั้งสองครั้ง แต่จำเลยทั้งสองไม่ไป ในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินคืนให้โจทก์โดยผิดหลงหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ทำโดยไม่ผิดหลง จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์เป็นประเด็นไว้ จึงเป็นอันยุติ คงมีปัญหานั้นขอสู่ศาลฎีกาเฉพาะในประเด็นอีก 3 ข้อ" ฯลฯ "ในประเด็นข้อต่อไปที่ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องผูกพันตามสัญญาจะขายที่ดินหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับโอนที่ดินรายพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ที่ดินรายพิพาทจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ เมื่อจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะขายที่ดินรายพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมถูกผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามจะยึดถือที่ดินรายพิพาทไว้เป็นทรัพย์สินของตนหาได้ไม่ ในประเด็นข้อสุดท้ายเรื่องค่าเสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่า การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมขายที่ดินรายพิพาทคืนแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเช่าที่ดินรายพิพาททำนาเสียค่าเช่าเป็นข้าวเปลือกปีละ 2 เกวียน 10 ถัง คิดเป็นเงินปีละ 5,250 บาท ซึ่งโจทก์ถือเป็นค่าเสียหาย ส่วนค่าเสียหายอื่นนอกจากนี้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายปีละ 5,250 บาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นไปจนกว่าจะโอนที่ดินรายพิพาทให้โจทก์เสร็จ โจทก์พอใจไม่ฎีกา แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์กับภริยาให้ออกไปจากที่ดินรายพิพาท ศาลพิพากษาขับไล่คดีถึงที่สุด และโจทก์กับภริยาได้ออกไปจากที่ดินรายพิพาทแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โจทก์จึงไม่ได้เสียค่าเช่าที่ดินรายพิพาทแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย" พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับค่าเสียหาย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2525 นายฝอย สุขหนุน โจทก์ นางบุญยัง แซ่เตียว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายฝอย สุขหนุน · จำเลย - นางบุญยัง แซ่เตียว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 5523/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 2675/2527ฎีกา 53/2525ฎีกา 735/2491ฎีกา 114/2536ฎีกา 1972/2500ฎีกา 1451/2512ฎีกา 6/2475ฎีกา 597/2534ฎีกา 6320/2541ฎีกา 2438/2535ฎีกา 6911/2544ฎีกา 6101/2539ฎีกา 5351/2538ฎีกา 1630/2509ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 158/2509ฎีกา 2489/2528ฎีกา 85/2540ฎีกา 2957/2523ฎีกา 510/2491ฎีกา 3160/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา