คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกิดจากการประนีประนอมยอมความ จะต้องกระทำภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และไม่สามารถอ้างเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาได้อีกต่อไปเมื่อคดีได้มีคำพิพากษาแล้ว
ย่อคำพิพากษา
โจทก์กับจำเลยทั้งสามตกลงประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่า การพิจารณาของศาลชั้นต้นผิดระเบียบ เนื่องจากลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบแต่งทนายเป็นลายมือชื่อปลอมจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เหตุเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องภายในแปดวันนับแต่วันที่ทราบเหตุดังที่อ้างมาก็ตาม แต่ยื่นมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามแล้วได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม
จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๒ มิได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาดำเนินคดี ลายมือชื่อของจำเลยที่ ๒ ในใบแต่งทนายเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ ๒ ไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ขอให้ไต่สวน และมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่า การพิจารณาของศาลชั้นต้นผิดระเบียบนั้น เนื่องจากลายมือชื่อของจำเลยที่ ๒ ในใบแต่งทนายเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ ๒ ไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เหตุเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ดังนั้นเมื่อเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม คู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นก็ชอบที่จะยื่นคำร้องให้ศาลสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ แต่กฎหมายบัญญัติกำหนดเวลาให้ยื่นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นไว้โดยแจ้งชัดว่า ให้ยื่นก่อนมีคำพิพากษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญส่วนที่บัญญัติไว้ว่า แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น เป็นเรื่องรองลงไปอีกชั้นหนึ่ง หลักเกณฑ์ทั้งสองประการนี้หาได้แยกต่างหากจากกันไม่ กล่าวคือแม้ว่าจำเลยที่ ๒ จะยื่นคำร้องภายในแปดวันนับแต่วันที่ทราบเหตุดังที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็จะต้องยื่นคำร้องเสียก่อนมีคำพิพากษาด้วย คดีนี้จำเลยที่ ๒ มายื่นคำร้องก็ต่อเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาล่วงเลยมานานแล้ว จึงต้องห้ามชัดแจ้งตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2530
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด ฯ โจทก์
นายประสิทธิ์ คุ้มพุ่ม กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด ฯ · จำเลย - นายประสิทธิ์ คุ้มพุ่ม กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · อภินย์ ปุษปาคม · ชวลิต นราลัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา