⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3203/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3203/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย จะมีผลให้ริบของกลางได้ ต้องลงข้อความว่าจำเลยได้ใช้ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำผิด และต้องระบุว่าพนักงานอัยการได้ร้องขอต่อศาลให้ริบของกลางนั้นด้วย หากขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งไป ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้.

ย่อคำพิพากษา

ประกาศของพนักงานเจ้าหน้าที่ในหนังสือพิมพ์รายวันเกี่ยวแก่การกระทำผิดของจำเลยไม่ได้ลงข้อความว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะขนแร่ตะกั่ว และไม่มีข้อความว่าพนักงานอัยการได้ร้องขอต่อศาลขอให้ริบรถยนต์ของกลาง จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2532)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.36 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ม.154

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหามีแร่ไว้ในครอบครองและขนแร่ออกนอกท้องที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ริบรถยนต์บรรทุกแร่ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางอ้างว่าเป็นของผู้ร้องและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ได้ร้องขอเข้ามาในคดีก่อนมีคำพิพากษา ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๕๔ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีแร่และขนแร่ตะกั่วโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๔, ๑๐๕, ๑๐๘, ๑๔๘, ๑๕๔ และริบของกลางทั้งหมดซึ่งมาตรา ๑๕๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติให้ริบของกลางในกรณีที่มีการกระทำผิดเกี่ยวแก่พระราชบัญญัติฉบับนี้ตามที่กำหนดไว้เป็นพิเศษแตกต่างไปจากการริบของกลางในคดีอาญาทั่ว ๆ ไป ตามประมวลกฎหมายอาญา และศาลชั้นต้นก็ได้มีคำพิพากษาให้ริบของกลางตามที่โจทก์ขอแล้ว ส่วนการร้องขอคืนของกลางในกรณีที่มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๔๘ เช่นคดีนี้ โดยปกติก็จะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายดังกล่าว มาตรา๑๕๔ ด้วย เพราะความในวรรคท้ายของมาตรา ๑๕๔ ห้ามมิให้นำมาตรา ๓๖แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๕๔ วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้พนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งและเมื่อพนักงานอัยการได้ร้องขอต่อศาลแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนมีคำพิพากษของศาลชั้นต้น ทั้งนี้ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม" และได้ความว่า ในการประกาศหนังสือพิมพ์รายวันเกี่ยวแก่การกระทำผิดในคดีนี้ พนักงานเจ้าหน้าทีลงประกาศหนังสือพิมพ์แต่เพียงข้อหาว่าจำเลยมีแร่ตะกั่วเกินกว่า ๒ กิโลกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้นโดยไม่ได้ลงประกาศในข้อหาขนแร่ตะกั่ว และไม่มีข้อความว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขน ทั้งไม่มีข้อความว่าพนักงานอัยการได้ร้องขอต่อศาลขอให้สั่งริบรถยนต์ของกลางแต่อย่างใดศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ข้อความตามประกาศของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่อาจทำให้ผู้ร้องหรือประชาชนทราบได้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ยึดรถยนต์ของกลางไว้และอยู่ในระหว่างคดีที่พนักงานอัยการโจทก์ได้ขอให้ริบ อันผู้ร้องหรือผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง จะมายื่นคำร้องขอคืนได้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ประกาศของพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวแก่การขอให้ริบรถยนต์ของกลางในคดีนี้จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕๔ วรรคสอง ของพระราชบัญญัติแร่ฯ ดังนั้น ความในวรรคท้ายของมาตรา ๑๕๔ แห่งพระราชบัญญัติแร่ฯ ที่ห้ามมิให้นำมาตรา ๓๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ จึงจะนำมาใช้กับคดีนี้ไม่ได้ผู้ร้องจึงมีสิทธิมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ และเมื่ปรากฏว่าผู้ร้องได้มายื่นคำร้องภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพียง ๖ วัน ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสั่งให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้องต่อไป พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้องต่อไปตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3203/2532 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายประดิษฐ์ ขาวคง ผู้ร้อง นายสันติ เสนบัตร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง · ผู้ร้อง - นายประดิษฐ์ ขาวคง · จำเลย - นายสันติ เสนบัตร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศักดิ์ สนองชาติ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายสันติ วงศ์รัตนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประคนธ์ พันธ์วิชาติกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3036/2544ฎีกา 170/2536ฎีกา 2696/2526ฎีกา 651/2507ฎีกา 8091/2544ฎีกา 776/2547ฎีกา 1865/2521ฎีกา 665/2531ฎีกา 1137-1138/2467ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2355/2548ฎีกา 3726/2525ฎีกา 6911/2544ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1639/2553ฎีกา 1670/2521ฎีกา 1567/2513ฎีกา 4647/2529ฎีกา 6506/2547ฎีกา 269/2537ฎีกา 612/2542ฎีกา 2234/2535ฎีกา 8844/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา