⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3611/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับจำนำทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอาญา ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินได้โดยไม่ต้องเสียค่าไถ่ แม้เจ้าของทรัพย์สินได้เสียค่าไถ่ไปแล้วโดยสำคัญผิด ก็มีสิทธิเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้

ย่อคำพิพากษา

คนร้ายชิงทรัพย์ของโจทก์แล้วเอาไปจำนำที่โรงรับจำนำจำเลยเป็นเงินชิ้นละเกินกว่า 10,000 บาท จำเลยย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 โจทก์เจ้าของทรัพย์จึงมีสิทธิเรียกทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยได้โดยไม่ต้องเสียค่าไถ่และแม้โจทก์เสียค่าไถ่ไปแล้วโดยสำคัญผิด โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยได้ เพราะการที่จำเลยรับเงินจากโจทก์เป็นการได้ทรัพย์มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยจึงต้องคืนเงินให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 ม.4 พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 ม.24

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายชิงทรัพย์เครื่องเพชรเครื่องทองกับทรัพย์สินอื่นของโจทก์อีกหลายรายการแล้วเอาทรัพย์บางส่วนไปจำนำไว้ที่โรงรับจำนำจำเลย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับคนร้ายได้และไปยึดของกลางที่จำเลย จำเลยอ้างสิทธิยึดหน่วงและให้ไถ่ถอนตามราคาที่จำนำ โจทก์เกรงว่าทรัพย์จะถูกยักย้ายเปลี่ยนแปลงและพนักงานสอบสวนก็แนะนำให้ไถ่ถอน ประกอบกับโจทก์เชื่อว่าจำเลยมีสิทธิเช่นนั้นจึงยอมชำระเงินค่าไถ่ถอนให้จำเลยไป ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยรับจำนำทรัพย์แต่ละรายการเป็นเงินเกินกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทขัดต่อพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ จำเลยอ้างสิทธิดังกล่าวไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินคืน และจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ มาตรา ๒๔ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ถูกคนร้ายชิงทรัพย์ไปจากบ้านโจทก์หลายอย่าง รวมทั้งแหวนเพชรเรือนทองหน้าเงินเกาะเพชรลูก ๑๕ เม็ด แหวนเพชรเรือนทองขาวเกาะเพชรลูก ๒๕เม็ด และสร้อยคอทองขาวประดับเพชร ๖๓ เม็ดด้วย ต่อมาสืบทราบว่านางเสาวณิต เจริญวงศ์ยิ่ง นำแหวนเพชรเรือนทองหน้าเงินเกาะเพชรลูก ๑๕ เม็ด แหวนเพชรเรือนทองขาวเกาะเพชรลูก ๒๕ เม็ดและสร้อยคอทองขาวประดับเพชร ๖๓ เม็ด ของโจทก์ไปจำนำไว้กับโรงรับจำนำของจำเลยจึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางเสาวณิตนางเสาวณิตได้ใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๐๙,๕๐๐บาท เพื่อไม่ให้โจทก์เอาความแก่นางเสาวณิต โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวรวมกับเงินส่วนตัวของโจทก์ไปไถ่ทรัพย์ดังกล่าวคืนมาจากจำเลในราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยจะคืนให้เพียงครึ่งเดียว ซึ่งโจทก์ไม่ยินยอม ปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามข้อฎีกาของจำเลยมีเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นางเสาวณิตมอบเงินให้โจทก์เป็นการใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวเพื่อไม่ให้โจทก์เอาความแก่นางเสาวณิต เงินที่นางเสาวณิตมอบให้แก่โจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อโจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวรวมกับเงินของโจทก์ไปไถ่ทรัพย์ดังกล่าวของโจทก์คืนมาจากจำเลย ก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ไถ่ทรัพย์ดังกล่าว หาใช่นางเสาวณิตเป็นผู้ไถ่คืนไม่ แม้จะฟังว่าพันตำรวจตรีเรวัต ตันนานนท์ พยานโจทก์เป็นผู้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยแทนโจทก์ในการไถ่ทรัพย์ดังกล่าวคืนก็หาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์เป็นผู้ไถ่ทรัพย์ดังกล่าวจากจำเลย จำเลยซึ่งเป็นโรงรับจำนำรับจำนำทรัพย์เป็นมูลค่าเกินกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยได้โดยไม่ต้องเสียค่าไถ่ โจทก์ยอมเสียเงินค่าไถ่ทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยสำคัญผิดว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเรียกร้องเงินคืนจากจำเลยนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่จำเลยรับเงินค่าไถ่จากโจทก์ไว้จึงเป็นการได้ทรัพย์มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยต้องคืนทรัพย์ให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2532 แพทย์หญิง มัทนา วราทร โจทก์ บริษัททองไทยธนานุเคราะห์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - แพทย์หญิง มัทนา วราทร · จำเลย - บริษัททองไทยธนานุเคราะห์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · ปชา วรธรรมพินิจ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุนพ กีรติยุติ · ศาลอุทธรณ์ - นายประสงค์ อิฐรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 362/2522ฎีกา 765/2534ฎีกา 472/2526ฎีกา 5523/2536ฎีกา 2675/2527ฎีกา 698/2540ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1368/2510ฎีกา 1052/2509ฎีกา 1182/2491ฎีกา 967/2491ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 860/2525ฎีกา 1567/2513ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 952/2481ฎีกา 747/2484ฎีกา 6468/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา