⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4031/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4031/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลพิพากษาว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอลงโทษจำเลยในทางอาญา ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิได้รับของกลางคืนโดยอัตโนมัติ จำเลยยังคงต้องพิสูจน์ว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ข้อวินิจฉัยในคดีขอคืนของกลางกับคดีเดิม มีปัญหาวินิจฉัยต่างกัน ไม่อาจนำมาสรุปเป็นเหตุและผลแก่กันได้ การที่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอที่จะฟังลงโทษผู้ร้องในทางอาญานั้น หาเป็นผลทำให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับรถยนต์บรรทุกของกลางคืนไปไม่ ผู้ร้องยังคงต้องมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้ เมื่อพยานหลักฐานของผู้ร้องรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ริบไม้และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน80-3494 อบ.32 ของกลางในคดีด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษปรับคนละ 1,600 บาทจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1เป็นเงิน 1,200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้ริบไม้กับรถยนต์บรรทุกของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน1,066.67 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาพิพากษายืน จำเลยที่ 2จึงมาร้องขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางโดยอ้างว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นของผู้ร้อง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้สั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางหากจะฟังว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องก็เป็นผู้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด รถยนต์บรรทุกของกลางเป็นรถขนาดใหญ่ การนำไปใช้ผู้ร้องย่อมทราบดี ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลสั่งริบ ปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาคงมีเพียงว่า ผู้ร้องรู้เห็นไปใจในการกระทำผิดคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ให้ได้ความเช่นนั้น คดีนี้ผู้ร้องนำสืบแต่เพียงว่า ผู้ร้องได้ให้นายวัวเรียนลูกจ้างของผู้ร้องขอยืมรถไปบรรทุกข้าว ระหว่างเกิดเหตุ ผู้ร้องไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งโจทก์คัดค้านว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่า จำเลยที่ 2หรือผู้ร้องเป็นคนขับรถยนต์บรรทุกของกลางบรรทุกไม้ที่ถูกจับและได้หลบหนีไปขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้รถจอดเพื่อตรวจค้น ผู้ร้องคงอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานเท่านั้นโดยหาได้นำนายบังเรียนที่ผู้เรียกร้องอ้างว่าเป็นคนยืมรถไปใช้มาสืบ หรือได้นำพยานฐานที่อยู่ขณะเกิดเหตุมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของผู้ร้องไม่ สำหรับที่ผู้ร้องนำจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานว่าคนขับรถยนต์บรรทุกของกลางมิใช่ผู้ร้องนั้น ก็ขัดกับที่จำเลยที่ 1เคยให้การไว้ในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 และในคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งได้ให้การไว้ว่าผู้ร้องเป็นคนขับที่หลบหนีไป การที่จำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นอีกอย่างหนึ่งเช่นนี้ จึงเห็นได้ว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือผู้ร้องให้ได้รับรถยนต์บรรทุกของกลางคืน คำเบิกความของจำเลยที่ 1จึงรับฟังไม่ได้ พยานของผู้ร้องจึงมีเพียงคำเบิกความของผู้ร้องลอย ๆหามีพยานอื่นใดสนับสนุนไม่ ข้อนำสืบของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ และที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่าศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องผู้ร้องแล้วจึงฟังได้ว่าผู้ร้องมิได้ร่วมกระทำผิดหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องจึงควรได้รับรถยนต์บรรทุกของกลางคืนนั้น เห็นว่า ข้อวินิจฉัยในคดีเดิมกับคดีขอคืนของกลางมีปัญหาวินิจฉัยต่างกัน จะนำมาสรุปเป็นเหตุและผลแก่กันไม่ได้ การที่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอที่จะฟังลงโทษผู้ร้องในทางอาญานั้น หาเป็นผลทำให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับรถยนต์บรรทุกของกลางคืนไปไม่ ผู้ร้องยังคงต้องมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36บัญญัติไว้ เมื่อพยานหลักฐานของผู้ร้องรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดดังได้วินิจฉัยมาแล้วผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4031/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด อุบลราชธานี โจทก์ นาย เก่ง อาศัย บุญ ผู้ร้อง นาย บุญ ทัน พ วง จำ ปี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด อุบลราชธานี · ผู้ร้อง - นาย เก่ง อาศัย บุญ · จำเลย - นาย บุญ ทัน พ วง จำ ปี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศักดิ์ สนองชาติ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3036/2544ฎีกา 170/2536ฎีกา 2696/2526ฎีกา 651/2507ฎีกา 8091/2544ฎีกา 776/2547ฎีกา 1865/2521ฎีกา 665/2531ฎีกา 1137-1138/2467ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2355/2548ฎีกา 3726/2525ฎีกา 6911/2544ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1639/2553ฎีกา 1567/2513ฎีกา 4647/2529ฎีกา 6506/2547ฎีกา 269/2537ฎีกา 612/2542ฎีกา 2234/2535ฎีกา 8844/2543ฎีกา 1369/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ