⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4791/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- สิทธิในการขอคืนของกลางจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ร้องพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของผู้ที่นำของกลางไปใช้ และการขอคืนของกลางนั้นต้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

ย่อคำพิพากษา

ช. ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางกับผู้ร้อง เมื่อช.ผิดสัญญาผู้ร้องก็ให้ช. ทำสัญญาเช่าซื้อใหม่ หลังจากนั้นชง ก็ผิดสัญญาอีก และสัญญาก็ระบุไว้ทำนองว่า ไม่ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางจะเกิดความเสียหายหรือสูญหายไปด้วยประการใด ผู้เช่าซื้อก็ต้องชำระหนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ แสดงว่าผู้ร้องประสงค์จะได้ค่าเช่าซื้อเท่านั้น ผู้ร้องไม่ประสงค์จะยึดรถยนต์บรรทุกของกลางคืนเมื่อ ช. ผิดสัญญาพฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่าผู้ร้องร้องขอคืนของกลางเพื่อประโยชน์ของ ช. แต่ฝ่ายเดียวจึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต แม้ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง แต่ผู้ร้องก็ไม่มีพยานมาสืบว่า ผู้ร้องและ ช. มิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางกระทำผิด ซึ่งผู้ร้องมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าวผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 56, 83 และสั่งริบรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-9049 ขอนแก่นของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้องว่าเดิมนายชาญวุฒิเช่าซื้อรถยนต์ของกลางไปจากผู้ร้องตามสัญญาเอกสารหมายร.4 ต่อมานายชาญวุฒิผิดสัญญา ผู้ร้องได้ให้นายชาญวุฒิทำสัญญาเช่าซื้อใหม่ ตามสัญญาเอกสารหมาย ร.5 นายชาญวุฒิชำระค่าเช่าซื้อในครั้งหลังนี้เพียง 3 งวด ค้างอยู่อีก 6 งวด เห็นว่าผู้ร้องให้นายชาญวุฒิทำสัญญาเช่าซื้อขึ้นใหม่อีกนั้น เป็นกรณีผู้ร้องประสงค์จะได้ค่าเช่าซื้ออันเป็นปกติธรรมดาเท่านั้น และเมื่อนายชาญวุฒิชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2531 นั้นก็ตรงกับงวดที่ 6 ถ้านายชาญวุฒิมิได้ผิดสัญญา เงินที่ค้างชำระทั้งหมดคิดได้ 122,400 บาท และตามสัญญาเช่าซื้อก็ได้ระบุไว้ทำนองว่า ไม่ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางจะเกิดความเสียหายหรือสูญหายไปด้วยประการใด ผู้เช่าซื้อก็ต้องชำระหนี้แก่ผู้ร้องเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จึงเชื่อได้ว่าผู้ร้องไม่มีความประสงค์จะยึดรถยนต์บรรทุกของกลางคืนจากนายชาญวุฒิแต่ประการใด พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่าผู้ร้องร้องขอของกลางคืนเพื่อประโยชน์ของนายชาญวุฒิผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต และแม้ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีพยานมาสืบว่าผู้ร้องและนายชาญวุฒิมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางกระทำความผิดคดีนี้ เพราะผู้ร้องมีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ว่าตนเองและนายชาญวุฒิมิได้รู้เห็นเป็นใจในการนี้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2533 พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง ขอนแก่น โจทก์ บริษัท โค้วยู่ฮะ มอเตอร์ จำกัด ผู้ร้อง นาย เจีย ว เ สม ทับ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง ขอนแก่น · ผู้ร้อง - บริษัท โค้วยู่ฮะ มอเตอร์ จำกัด · จำเลย - นาย เจีย ว เ สม ทับ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุม สุกแสงเปล่ง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · มนู วงศ์แสงจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9275/2544ฎีกา 3416/2540ฎีกา 651/2507ฎีกา 1554/2521ฎีกา 665/2531ฎีกา 2437/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 2903/2536ฎีกา 531/2510ฎีกา 6911/2544ฎีกา 222/2468ฎีกา 8617/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 3604/2533ฎีกา 1567/2513ฎีกา 4519/2544ฎีกา 5426/2536ฎีกา 4105/2541ฎีกา 6506/2547ฎีกา 2839/2516ฎีกา 595/2551ฎีกา 269/2537ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6703/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา