⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5028/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสั่งจ่ายเช็คโดยมีเจตนาให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คได้เมื่อถึงกำหนด ถือเป็นการใช้เช็คเพื่อการชำระหนี้ ไม่ใช่เพื่อเป็นหลักฐานหรือประกันหนี้ ความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เกิดขึ้นทันทีที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และคดีจะระงับได้ต่อเมื่อโจทก์ถอนฟ้องหรือยอมความเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ขายเสาเข็มให้จำเลยมาหลายปี ในทางปฏิบัติเมื่อคิดบัญชีค่าเสาเข็มแล้ว จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าประมาณครึ่งเดือนให้แก่โจทก์ และภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสั่งจ่ายในเช็ค ถ้าจำเลยมีเงินสดจำเลยจะนำเงินไปแลกเช็คคืนจากโจทก์แต่คราวใดจำเลยมีเงินในบัญชีพอจ่าย จำเลยจะให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ แสดงว่าการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวทุกครั้งนั้น จำเลยมีเจตนาให้โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็ค ไม่ใช่เป็นเรื่องมอบเช็คให้เป็นหลักฐานหรือประกันหนี้ เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้เนื่องจากการซื้อเสาเข็มไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่ายจำเลยจึงมีความผิด ความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3 เกิดขึ้นทันทีที่ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อความผิดเกิดขึ้นและโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้วคดีจะระงับต่อเมื่อโจทก์ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดย ถูกต้องตามกฎหมาย การชำระหนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่เป็นเหตุให้คดีระงับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำเลยทั้งสามสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ให้จำคุกจำเลยสำนวนแรก 6 เดือน สำนวนที่สอง 9 เดือน สำนวนที่สาม 9 เดือนรวมสามสำนวนเป็นจำคุก 24 เดือน จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว 218,000 บาท เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 เดือน จำเลยทั้งสามสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายสมนึก บรรเริงศรี เบิกความว่าเป็นผู้ขายเสาเข็มของโจทก์ให้แก่จำเลย ซึ่งเคยขายให้มานานประมาณ5 ปีแล้ว จำเลยชำระราคาครบถ้วนมาโดยตลอด ครั้นเดือนสิงหาคม 2528จำเลยออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้โจทก์เพื่อชำระค่าเสาเข็ม เมื่อเช็คถึงกำหนดวันสั่งจ่ายเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินไม่ได้จึงทวงถาม จำเลยก็ไม่ชำระเงินให้ อ้างว่ายังไม่มีเงินเพราะเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ นายสมนึกยืนยันว่าได้ขายเสาเข็มให้จำเลยและตอกเสาเข็มให้จนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงคิดบัญชีกัน เมื่อคิดบัญชีเสร็จจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับมอบให้โจทก์ ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความรับว่าเคยซื้อเสาเข็มจากโจทก์มานาน 5-6 ปีแล้ว ในทางปฏิบัติเมื่อคิดบัญชีค่าเสาเข็มเรียบร้อย จำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าประมาณครึ่งเดือนให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐาน และภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่สั่งจ่ายในเช็ค ถ้าจำเลยไม่นำเงินมาชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเท่ากับธนาคาร เห็นว่า แม้ว่าจำเลยจะนำสืบว่าถ้าจำเลยมีเงินสดจำเลยจะนำเงินไปแลกเช็คคืนจากโจทก์แต่นายสมพงษ์บุตรจำเลยก็รับว่าคราวใดจำเลยมีเงินในบัญชีพอจ่ายจำเลยก็จะสั่งให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ แสดงให้เห็นว่าในการจ่ายเช็คค่าเสาเข็มมอบให้กับโจทก์ทุกครั้งนั้นจำเลยมีเจตนาให้โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็ค จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยมอบเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักฐานหรือประกันหนี้ดังจำเลยต่อสู้แต่ประการใดส่วนการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำเงินสดมาแลกเช็คคืนไป โดยไม่ดำเนินคดีกับจำเลยนั้นก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่ายและบัญชีปิดแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินคดีได้เพราะหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับระงับเพราะโจทก์กับนายสมพงษ์บุตรจำเลยได้ทำสัญญาประนอมหนี้ตามเอกสารหมาย ล.1 โดยนายสมพงษ์ยอมชำระหนี้แทนจำเลย จึงเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349และมาตรา 350 นั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 นั้นความผิดเกิดขึ้นทันทีที่ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น เมื่อความผิดเกิดขึ้นและโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้ว คดีจะระงับต่อเมื่อโจทก์ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย การชำระหนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้หาเป็นเหตุให้คดีระงับไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงอายุของจำเลยซึ่งมีอายุมากแล้วประกอบกับสภาพความผิด สมควรรอการลงโทษจำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2533 บริษัท พระประแดง คอนกรีต จำกัด โจทก์ นาย บุญ รอด หรือ บุญ เลิศ ชัย สี หา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท พระประแดง คอนกรีต จำกัด · จำเลย - นาย บุญ รอด หรือ บุญ เลิศ ชัย สี หา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวิทย์ ธีรพงษ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 621/2519ฎีกา 666/2502ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1979/2521ฎีกา 5103/2528ฎีกา 164/2512ฎีกา 1499/2531ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 1342/2530ฎีกา 3896/2532ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 1041/2513ฎีกา 924/2530ฎีกา 1079/2511ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 1454/2514ฎีกา 961/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา