⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1673-1674/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673-1674/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าทรัพย์สินเป็นของลูกหนี้ และได้นำทรัพย์สินนั้นไปชำระหนี้ ย่อมไม่มีเจตนาทุจริตในการเอาทรัพย์สินนั้นไป จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

ก. เป็นหนี้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่โจทก์ร่วมเช่าจาก ก. เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ก.เคยตกลงเอาต้นกล้าไม้ยูคาลิปตัส ของโจทก์ร่วมที่ปลูกไว้ในที่ดินดังกล่าว ตีใช้หนี้จำเลยที่ 3 โจทก์ร่วมกับ ก. เป็นสามีภรรยามีบุตรด้วยกัน ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้นยูคาลิปตัส เป็นของ ก.ดังนี้การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันว่าจ้าง ธ. กับพวกตัดต้นยูคาลิปตัส ของกลางเพื่อใช้หนี้จำเลยที่ 3 ถือว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาต้นยูคาลิปตัส ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีเจตนาทุจริตจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.62 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้อง และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนใจความทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ,83 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2525 มาตรา 11 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13 ริบรถยนต์ของกลาง คืนไม้ยูคาลิปตัสของกลางให้เจ้าของ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายโอภาส เผ่าชูศักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนแรก ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสาม, 336 ทวิ, 83 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 11ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13จำคุกจำเลยคนละ 4 ปี 6 เดือน คืนไม้ยูคาลิปตัสของกลางแก่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 สั่งให้คนงานตัดต้นยูคาลิปตัสเป็นจำนวน 1,350 ต้นบรรทุกรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 นำไปขายที่โรงงานไม้อัดไทยบางนาซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางมีปัญหาว่าต้นยูคาลิปตัสของกลางเป็นทรัพย์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ต้นยูคาลิปตัสของกลางเป็นของโจทก์ร่วมถูกลักตัดมาจากไร่ที่โจทก์ร่วมเช่าที่ดินของนางกฤษณา บุญเลิศนางกฤษณา บุญเลิศ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า โจทก์ร่วมได้เช่าที่ดินจากนางกฤษณาปลูกต้นยูคาลิปตัส ต่อมาจำเลยที่ 3 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงนี้เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม 2529 เวลากลางวัน นางกฤษณาเห็นรอยรถยนต์บรรทุก จึงเดินเข้าไปดูที่ดินดังกล่าวพบจำเลยที่ 1 และที่ 3อยู่ในที่ดินและคนงานกำลังตัดต้นยูคาลิปตัส นางกฤษณา จึงโทรศัพท์แจ้งโจทก์ร่วม นอกจากนี้โจทก์มีนายธวัช สุกทับ นายเหลือ กาจำนายประครอง จันจี่ นายถนอม กาจา นายวินัย สะหม และ นายบำรุงแก้วเลิศ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2ว่าจ้างให้พยานตัดต้นยูคาลิปตัสในที่ดินของโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 1อ้างว่า ได้ยึดที่ดินและต้นยูคาลิปตัสแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 และ นายเสงี่ยม คำยา เป็นพยานเบิกความว่าจำเลยที่ 1ซื้อต้นยูคาลิปตัสจากนายเสงี่ยม แต่จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าต้นยูคาลิปตัสของกลางตัดจากที่ดินของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะพยานที่เป็นคนงานตัดต้นยูคาลิปตัสไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความตามจริง ส่วนจำเลยที่ 1 กับนายเสงี่ยมเบิกความเรื่องการซื้อขายต้นยูคาลิปตัสและการชำระเงินที่ลดราคาลงมาขัดกันไม่น่าเชื่อเป็นพิรุธ ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมคำพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันว่าจ้างนายธวัชกับพวกตัดต้นยูคาลิปตัสของกลางจากที่ดินที่โจทก์ร่วมเช่าจากนางกฤษณาจริง แต่มีพฤติการณ์ตามคำของพยานโจทก์ว่า นางกฤษณาเป็นหนี้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่โจทก์ร่วมเช่าจากนางกฤษณาเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ และนางกฤษณาเคยตกลงเอาต้นกล้าไม้ยูคาลิปตัสตีใช้หนี้จำเลยที่ 3ปรากฏรายละเอียดตามรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ล.1 แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาตัดต้นยูคาลิปตัสเพื่อใช้หนี้จำเลยที่ 3 และเนื่องจากโจทก์ร่วมกับนางกฤษณาเป็นสามีภรรยามีบุตรด้วยกันย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้นยูคาลิปตัสเป็นของนางกฤษณา จำเลยทั้งสามจึงร่วมกันเอาต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673 - 1674/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด กำแพงเพชร โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย โอภาส เผ่าชูศักดิ์ โจทก์ นาย โชคดี สุทธะมุสิก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด กำแพงเพชร · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย โอภาส เผ่าชูศักดิ์ · จำเลย - นาย โชคดี สุทธะมุสิก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · เพ็ง เพ็งนิติ · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2527ฎีกา 1331/2479ฎีกา 268/2468ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1908/2528ฎีกา 1567/2535ฎีกา 2716/2535ฎีกา 2597/2516ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1250/2520ฎีกา 1368/2509ฎีกา 444/2537ฎีกา 3245/2545ฎีกา 1957/2515ฎีกา 18654/2555ฎีกา 3388/2526ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2845/2543ฎีกา 831/2532ฎีกา 7562/2556ฎีกา 2151/2529ฎีกา 730/2509ฎีกา 5838/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ