⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2143/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่หรืออนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานบางส่วนนั้น หากจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ภายหลัง หรือมีเหตุสมควรรับบัญชีระบุพยานบางส่วนเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ถือเป็นดุลยพินิจของศาลชั้นต้นที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยโดยเห็นว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยจงใจ และให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไปเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และไม่เข้ากรณีที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ของ จำเลย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จำเลยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคแรกต่อมาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก ยังไม่เสร็จการสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานจำเลย อ้างว่าทนายจำเลยถึงแก่กรรมโดยจำเลยขออ้างตนเองเป็นพยานบุคคลอันดับ 1 และพยานบุคคลอื่นอันดับ 2และ 3 กับพยานเอกสารอันดับ 4 และ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะอันดับ 1,4 และ 5 อันเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุสมควรรับบัญชีระบุพยานจำเลยเฉพาะเพียงบางอันดับเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมซึ่งมีอำนาจทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าขายอาคารพร้อมที่ดินของจำเลยในราคาคูหาละ 950,000 บาท โดยตกลงว่าถ้าขายได้ 1 คูหา จะให้ค่าตอบแทน 30,000 บาท และถ้าขายได้ 3 คูหาจะให้ค่าตอบแทน 100,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้แนะนำผู้ซื้อมาซื้ออาคารพร้อมที่ดินของจำเลยได้รวม 5 คูหา โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนนายหน้าตามสัญญาเป็นเงิน 160,000 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ภายในเดือนมกราคม 2531 แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้จำเลยชำระค่านายหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ติดต่อผู้ซื้อให้มาซื้ออาคารพร้อมที่ดินจากจำเลยได้เพียง 1 คูหา โจทก์จึงมีสิทธิได้ค่านายหน้าจากจำเลยเพียง 30,000 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานวันที่ 9 มิถุนายน 2531 ซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อน ฝ่ายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล แต่นางประภา คณานุเคราะห์ ภริยาจำเลยยื่นคำร้องว่าทนายจำเลยถึงแก่กรรมเมื่อปลายเดือนที่แล้ว จำเลยยังไม่ได้แต่งตั้งทนายความใหม่ และวันนี้จำเลยไปงานศพของทนายจำเลยยังไม่กลับขอเลื่อนคดีไปก่อน ทนายโจทก์คัดค้านว่านางประภาเป็นคนนอกคดีไม่ควรรับคำร้องไว้พิจารณาและจำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นยกคำร้องของนางประภา และมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา แล้วสืบพยานโจทก์ไปได้ 2 ปาก จึงให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ที่เหลือ ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2531 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งพิจารณาคดีนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยจงใจ ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย และให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไป จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ไว้ วันที่ 15 กันยายน 2531 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานจำเลยอ้างว่า การที่จำเลยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวันตามกฎหมาย เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยเนื่องจากทนายจำเลยถึงแก่กรรม โดยจำเลยขออ้างตนเองเป็นพยานบุคคลอันดับ 1 และพยานบุคคลอื่นอันดับ 2 และ 3 กับพยานเอกสารอันดับ 4และ 5 โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบัญชีพยานของจำเลยว่ารับเฉพาะอันดับ 1, 4 และ 5 เท่านั้น จำเลยได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับพยานบุคคลอันดับ 2 และ 3 ของจำเลยไว้ เมื่อโจทก์นำพยานเข้าสืบต่อเสร็จแล้วจำเลยได้เบิกความเป็นพยานตนเองประกอบเอกสารที่อ้างจนเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา แต่เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยจงใจ และให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไปนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และไม่เข้ากรณีที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยเป็นการชอบแล้ว จำเลยยกขึ้นฎีกาต่อไปไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาขอให้รับบัญชีระบุพยานของจำเลยทุกอันดับนั้นเห็นว่า คดีนี้จำเลยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา88 วรรคแรก ต่อมาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก ยังไม่เสร็จการสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานจำเลย อ้างว่าทนายจำเลยถึงแก่กรรมโดยจำเลยขออ้างตนเองเป็นพยานบุคคลอันดับ 1 และพยานบุคคลอื่นอันดับ 2 และ 3 กับพยานเอกสารอันดับ 4 และ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบัญชีพยานของจำเลยว่า รับเฉพาะอันดับ 1, 4 และ 5 เท่านั้นกรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุสมควรรับบัญชีระบุพยานจำเลยเฉพาะเพียงบางอันดับเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาด ข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม คำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2535 นาย สรรเพชญ ดีเลิศไพบูลย์ โจทก์ นาย เกษม คณานุ เคราะห์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สรรเพชญ ดีเลิศไพบูลย์ · จำเลย - นาย เกษม คณานุ เคราะห์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สังเวียน รัตนมุง · ประมาณ ชันซื่อ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5049/2547ฎีกา 5882/2541ฎีกา 2032/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 2281/2539ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2500/2548ฎีกา 1368/2510ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 269/2520ฎีกา 1247/2510ฎีกา 1384/2518ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 536/2536ฎีกา 4335/2539ฎีกา 3202/2559ฎีกา 1360/2544ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 7927/2538ฎีกา 58/2531ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 5647/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา