⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2608/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2608/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจับกุมโดยไม่แจ้งข้อหาและไม่แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงาน ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ขัดขวางการจับกุมดังกล่าวจึงไม่มีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่.

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แต่งเครื่องแบบและไม่ได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมกลุ่มเด็กวัยรุ่นโดยไม่แจ้งข้อหาแก่เด็กวัยรุ่นคนใดว่าเป็นผู้ดูหมิ่นตนและจะต้องถูกจับ กลับสั่งให้คนขับรถที่เด็กวัยรุ่นโดยสารมาขับรถไปสถานีตำรวจ จึงถือไม่ได้ว่ามีการจับกุมในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานโดยชอบ ผู้ต่อสู้ขัดขวางมิให้จับกุมไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ในขณะเข้าจับจำเลยกับพวกในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยกับพวก โดยจำเลยกับพวกใช้กำลังประทุษร้ายฉุดกระชากและชกต่อยเจ้าพนักงาน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 295, 296, 83คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม2519 ข้อ 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน2514 ข้อ 3 จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138, 140, 295, 296, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 138 140ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในเบื้องแรกว่าได้มีการจับกุมพวกของจำเลยที่ 1 ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยชอบหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์มีสิบตำรวจตรีบริหาร และสิบตำรวจโทบุญธรรม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะที่สิบตำรวจตรีบริหารอยู่ข้างสถานีตำรวจภูธรอำเภอเทิง มีรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าสีแดงบรรทุกเด็กวัยรุ่นประมาณ 20 คน แล่นมาตามถนนสายเชียงของ-เชียงคำ มาจอดอยู่กลางถนนซึ่งเป็นทางแยกและเป็นบริเวณห้ามจอดรถ สิบตำรวจตรีบริหารบอกให้ผู้ขับรถนำรถไปจอดข้างทาง คนขับรถเชื่อฟังแต่เด็กวัยรุ่นที่โดยสารมาในรถตะโกนใส่สิบตำรวจตรีบริหารว่า "ควยจับเราเรื่องอะไร แน่จริงให้ไล่จับ" แล้วคนขับก็ขับรถออกไป สิบตำรวจตรีบริหารขับรถจักรยานยนต์ตามไปทันบอกให้คนขับขับรถไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอเทิง เด็กวัยรุ่นที่นั่งมาในรถประมาณ 10 คน กระโดดลงจากรถเข้ามาผลักอกสิบตำรวจตรีบริหารและมีการท้าชกต่อยกัน สิบตำรวจโทบุญธรรมซึ่งเห็นเหตุการณ์เข้าไปห้ามเห็นว่า ขณะที่สิบตำรวจตรีบริหารกับสิบตำรวจโทบุญธรรมจะเข้าจับกุมกลุ่มเด็กวัยรุ่นพวกของจำเลยที่ 1 นั้นบุคคลทั้งสองไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจและไม่ได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งจะปฏิบัติตามหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าได้แจ้งข้อหาแก่เด็กวัยรุ่นคนใดว่าเป็นผู้ดูหมิ่นและจะต้องถูกจับ กลับสั่งให้คนขับรถที่เด็กวัยรุ่นโดยสารมาขับรถไปสถานีตำรวจ จึงถือไม่ได้ว่ามีการจับกุมในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานโดยชอบ ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ต่อสู้ขัดขวางมิให้สิบตำรวจตรีบริหารกับสิบตำรวจโทบุญธรรมเข้าจับกุมพวกของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปคงมีว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกับพวกที่หลบหนีทำร้ายร่างกายพลตำรวจเซนต์และสิบตำรวจโทบุญธรรมหรือไม่ โจทก์มีพลตำรวจเซนต์ สิบตำรวจโทบุญธรรม สิบตำรวจตรีบริหารและพลตำรวจสวัสดิ์เป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อพลตำรวจเซนต์แล้วชกที่หน้าพลตำรวจเซนต์ 1 ที พลตำรวจเซนต์เข้ากอดปล้ำกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองคนตกลงไปที่ร่องน้ำข้างถนน แต่นายคำไพ บุญสุระ ประจักษ์พยานโจทก์อีกปากหนึ่งกลับเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 เซถลาตกลงไปที่ร่องน้ำข้างถนน โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจแต่งเครื่องแบบคนหนึ่งตามลงไปใช้มือดึงคอเสื้อจำเลยที่ 1 แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งชกใบหน้าจำเลยที่ 1ประมาณ 3 ที พยานตะโกนร้องห้าม เจ้าพนักงานตำรวจจึงหยุดแล้ววิ่งขึ้นมาจากร่องน้ำ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด คำเบิกความของนายคำไพนั้นเจือสมข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 นายคำไพเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด จึงเชื่อได้ว่านายคำไพเบิกความไปตามความจริงตามคำเบิกความของนายคำไพนี้ไม่ปรากฏว่าเห็นจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองดังกล่าวข้างต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2608/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงราย โจทก์ นาย ห วัน ไกล ถิ่น กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงราย · จำเลย - นาย ห วัน ไกล ถิ่น กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพัฒน์ อุชุภาพ · บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 187/2507ฎีกา 699/2502ฎีกา 3579/2531ฎีกา 8198/2550ฎีกา 243/2509ฎีกา 1037/2503ฎีกา 1595/2532ฎีกา 1082/2507ฎีกา 738/2491ฎีกา 1041/2506ฎีกา 2218/2536ฎีกา 1240/2554ฎีกา 277/2466ฎีกา 1318/2506ฎีกา 13199/2557ฎีกา 6421/2544ฎีกา 1549/2525ฎีกา 843/2484ฎีกา 986/2485ฎีกา 698/2516ฎีกา 2220/2540ฎีกา 195/2472ฎีกา 241-242/2504ฎีกา 855/2484
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ