⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2845/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลภายนอกที่มิใช่จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบได้ แต่จำเลยไม่มีสิทธิดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่จำเลยที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบได้ ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดี ไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนของกลาง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติและพระราชบัญญัติป่าไม้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม ริบของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบไม้ 3 ท่อนรถแทรกเตอร์ 1 คัน และรถยกไม้ 2 คันของกลาง คดีถึงที่สุด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์ 1 คันและรถยกไม้ 2 คัน ของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดดังกล่าว ขอให้สั่งคืนรถแทรกเตอร์ 1 คันและรถยกไม้ 2 คันของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์1 คันและรถยกไม้ 2 คันของกลาง หรือหากเป็นเจ้าของ ผู้ร้องก็รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนของกลางหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา36 มิได้บัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบไม่อาจขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้นในภายหลังโดยอ้างว่ามิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดแต่ก็เห็นได้ว่าการขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลได้สั่งริบตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้นั้น เป็นเรื่องให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลได้สั่งริบโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหาใช่จำเลยในคดีนั้นจะใช้สิทธิเช่นนั้นได้ด้วยไม่ ทั้งนี้เพราะหากจำเลยเป็นเจ้าของแท้จริงของทรัพย์สินของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดนั้นจำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้นว่าจำเลยเป็นเจ้าของแท้จริงของทรัพย์สินดังกล่าวและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ทั้งมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลที่สั่งริบทรัพย์สินนั้นได้อยู่แล้วดังนั้นเมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลสั่งริบทรัพย์สินของกลาง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินของกลางได้อีก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนของกลางนั้น จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2535 อัยการ พิษณุโลก โจทก์ นาย นิยม รุ่งเรือง ผู้ร้อง นาย อนุ ชา รุ่งเรือง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ พิษณุโลก · ผู้ร้อง - นาย นิยม รุ่งเรือง · จำเลย - นาย อนุ ชา รุ่งเรือง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3036/2544ฎีกา 170/2536ฎีกา 2696/2526ฎีกา 651/2507ฎีกา 8091/2544ฎีกา 776/2547ฎีกา 1865/2521ฎีกา 665/2531ฎีกา 1137-1138/2467ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2355/2548ฎีกา 3726/2525ฎีกา 6911/2544ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1639/2553ฎีกา 1567/2513ฎีกา 4647/2529ฎีกา 6506/2547ฎีกา 269/2537ฎีกา 612/2542ฎีกา 2234/2535ฎีกา 8844/2543ฎีกา 1369/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา