⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1876/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นพยานบอกเล่า แต่หากจำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธลายมือชื่อของตนเอง และเมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ก็รับฟังลงโทษจำเลยได้ แม้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคล ก็มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับนิติบุคคลได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มี ป. มาเบิกความประกอบเอกสารซึ่งเป็นบิลส่งของชั่วคราวแสดงหลักฐานการรับมอบปุ๋ยของกลาง และตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ได้ตรวจใบส่งของชั่วคราวแล้วรับว่าเป็นใบส่งของชั่วคราวของจำเลยที่ 1ส่งของให้กับ ว. จริง และยอมรับตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า พันตำรวจโท ฉ. ได้สอบคำให้การของจำเลยที่ 2ไว้ด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นพยานบอกเล่าแต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อที่ลงไว้ในช่องผู้ต้องหานั้นมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้วก็รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ แม้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ก็มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.95 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมี มีปริมาณธาตุอาหารรับรองต่ำกว่าร้อยละสิบจากเกณฑ์ต่ำสุดตามที่ขึ้นทะเบียนไว้และที่ระบุในฉลาก อันเป็นปุ๋ยเคมีปลอมและจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวให้แก่ลูกค้าหลายรายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 30, 32, 62,63, 71, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 30 (ที่ถูก 30(1)), 62,63 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน100,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 5 ปี ฐานขายปุ๋ยปลอมให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 3 ปีรวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 140,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 8 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยของกลางนั้นหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำมาพิจารณาวินิจฉัยลงโทษจำเลยทั้งสองต่างเป็นเพียงพยานบอกเล่านั้น เห็นว่า โจทก์มีนายประดิษฐ์มาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นบิลส่งของชั่วคราวแสดงหลักฐานการรับมอบปุ๋ยของกลาง และตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.14 แผ่นที่ 2 มีข้อความว่าจำเลยที่ 2ได้ตรวจดูใบส่งของชั่วคราว เลขที่ 1428 (เอกสารหมาย จ.3)แล้วรับว่าเป็นใบส่งของชั่วคราวของบริษัทจำเลยที่ 1 ส่งของให้กับนายวิเชียรจริง และยอมรับตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2534 ว่า พันตำรวจโทเฉลิมได้สอบคำให้การของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การยอมรับดังกล่าวมิใช่เป็นการยอมรับว่าเอกสารหมายจ.14 เป็นบันทึกที่ถูกต้องแท้จริงนั้น แม้เอกสารหมาย จ.14เป็นพยานบอกเล่าแต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อที่ลงไว้ในช่องผู้ต้องหานั้นมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำเบิกความของนายประดิษฐ์แล้วเชื่อว่า นายประดิษฐ์ไปรับปุ๋ยของกลางมาจากบริษัทจำเลยที่ 1 จริง ที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาว่าเรื่องนี้นายประดิษฐ์เบิกความแต่เพียงว่าไปรับปุ๋ยที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และสถานที่ที่รับปุ๋ยก็ไม่มีป้ายหรือหลักฐานอย่างใดที่แสดงว่าเป็นที่ตั้งหรือเป็นโรงงานของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่านายประดิษฐ์ เบิกความตอบคำถามค้านว่าเห็นป้ายชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ติดไว้ที่บริเวณปากทางแยกเข้าสถานที่ที่ไปรับปุ๋ย ป้ายชื่อติดห่างจากที่รับปุ๋ยประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ พยานโจทก์ปากนี้ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน น่าเชื่อว่าเบิกความตามจริง การที่นายประดิษฐ์เบิกความว่า สถานที่รับปุ๋ยไม่มีป้ายชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้น่าสงสัยว่าจะเป็นคนละแห่งกับที่ตั้งของบริษัทจำเลยที่ 1หรือโรงงานผลิตปุ๋ยของจำเลยที่ 1 เมื่อมีผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ดังกล่าวจัดการให้ผู้ซื้อได้รับปุ๋ยตามจำนวนที่สั่งซื้อและออกเอกสารหมาย จ.3 ให้นายประดิษฐ์รับมอบไปและฟังได้ว่าเอกสารหมาย จ.3 ดังกล่าวเป็นของบริษัทจำเลยที่ 1 จริง ประกอบกับเอกสารหมาย จ.10 ที่พันตำรวจโทโกวิทย์ ศิลปสมบูรณ์ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภออู่ทองส่งตัวจำเลยที่ 2 ให้กับสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองกี่ ก็ปรากฏข้อความว่าจำเลยที่ 2ต้องหาว่าขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2532 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วเชื่อว่าในวันที่ 24 มิถุนายน 2532 บริษัทจำเลยที่ 1 ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีแต่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าไม่ได้ขายปุ๋ยให้กับผู้ซื้อที่จังหวัดบุรีรัมย์เป็นข้อนำสืบที่กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ดำเนินกิจการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นตามความหมายในพระราชบัญญัติปุ๋ยพ.ศ. 2518 มาตรา 71 จำเลยที่ 2 อ้างแต่เพียงว่ามอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินกิจการแทนเพราะตัวจำเลยที่ 2 รับราชการอยู่จังหวัดนครนายกนั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด และพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2537 พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์ โจทก์ บริษัท เกษตร เสริม สุข จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์ · จำเลย - บริษัท เกษตร เสริม สุข จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธวัชชัย พิทักษ์พล · มีพาศน์ โปตระนันทน์ · สมปอง เสนเนียม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 180/2554ฎีกา 3345/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 6911/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 4519/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 2936/2543ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1/2567ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 5957/2530ฎีกา 15230/2555ฎีกา 3361/2536ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ