คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที ทายาทจึงเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดก และมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ทำให้ตนเสียหายเกินขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกได้ โดยสิทธิดังกล่าวไม่จำกัดอายุความ
ย่อคำพิพากษา
เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม มรดกย่อมตกทอดมาเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นทายาททันที โจทก์จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ใช่ทายาท ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งเป็นการเกินขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ เพราะเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ.มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 164 เดิม คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางนะ สุขเขียว · ในฐานะส่วนตัว - นายเย็บ มุฮำหมัด · จำเลย - สุกเขียวหรือสุขเขียว กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมพล สัตยาอภิธาน · ไพศาล รางชางกูร · อร่าม หุตางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุรินทร์ โชคเกิด |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา