⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2523/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2523/2543

ป.พ.พ. ม.389, 391

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ขายไม่สามารถก่อสร้างอาคารตามที่ตกลงไว้ในสัญญาได้ ถือเป็นการชำระหนี้ที่กลายเป็นพ้นวิสัย ผู้ซื้อจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาที่กำหนดไว้ และผู้ขายมีหน้าที่คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับเงิน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จองซื้อห้องชุดจากจำเลย 1 ห้อง โดยจองซื้อห้องชุดชั้น 7 ของโพเดียม แต่จำเลยมิได้ทำการก่อสร้างชั้น 7 ตามสัญญา ซึ่งจำเลยอ้างว่าในแผ่นโฆษณามีข้อความระบุว่า บริษัทฯ สงวนสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพิ่มเติม โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่สิทธิของจำเลยนั้น หมายถึงเฉพาะสิทธิแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียด หาใช่สิทธิแก้ไขโครงสร้างในสาระสำคัญถึงขนาดเปลี่ยนแปลงตัดทอนชั้นของอาคาร เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า ถึงแม้ทางบริษัทจำเลยมิได้ทำการก่อสร้างห้องชุดชั้น 7 แต่ได้จัดสรรห้องชุดอื่น ๆ แทนห้องชุดเดิมไว้ก็ตาม โจทก์มีสิทธิที่จะไม่รับพิจารณาห้องชุดในชั้นอื่นที่จำเลยเสนอ การที่จำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดชั้น 7 ให้โจทก์ จึงเป็นการกระทำผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ สัญญาที่โจทก์จองซื้อห้องชุดนี้ เป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหนี้ที่ต้องชำระโดยก่อสร้างอาคารแก่โจทก์ตามสัญญา เมื่อจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้อย่างแน่แท้จึงเป็นกรณีการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที เพราะเป็นการเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุตามกฎหมาย ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการเลิกสัญญาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง นั้นให้คิดตั้งแต่ที่รับเงินไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย ตั้งแต่เวลาที่จำเลยรับเงินจากโจทก์ในแต่ละงวด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.389 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.389 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 696,482 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละงวด ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 285,446.74 บาท รวมเป็นเงิน 981,928.75 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 696,482 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 696,482 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยแต่ละงวด นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไว้จากโจทก์ในแต่ละงวด ตามเอกสารหมาย จ.4 (รวม 23 แผ่น) และ จ.5 แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 285,446.74 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์จองซื้อห้องชุดจากจำเลย 1 ห้อง ในโครงการเมืองทองธานี โดยจองซื้อห้องชุด ชั้น 7 ของโพเดียม อาคารสงขลา คอนโดมิเนียม โจทก์ชำระราคาส่วนที่ต้องชำระก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่ในการก่อสร้าง จำเลยตัดชั้น 3 และชั้น 4 ของโพเดียมออก เป็นเหตุให้ชั้นที่โจทก์จองซื้อห้องชุดไว้เลื่อนจากชั้น 7 ลงมาเป็นชั้น 5 และไม่มีชั้น 7 ของโพเดียม เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติ ตามสัญญา จำเลยตอบกลับมายังโจทก์ว่า จำเลยไม่ได้สร้างห้องชุดของโจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จองซื้อห้องชุดที่ชั้น 7 ของโพเดียม แต่จำเลยเปลี่ยนแปลงงานก่อสร้างโดยไม่มีชั้น 7 ของโพเดียม จำเลยอ้างว่ามีสิทธิทำได้ตามที่สงวนสิทธิไว้ในแผ่นภาพโฆษณา ซึ่งมีข้อความว่า "บริษัทฯ สงวนสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพิ่มเติมโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า" ซึ่งสิทธิของจำเลยตามข้อความเช่นนี้ หมายถึงเฉพาะสินค้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียด หาใช่สิทธิแก้ไขโครงสร้างในสาระสำคัญ ถึงขนาดเปลี่ยนแปลงตัดทอนชั้นของอาคาร อันเป็นเหตุให้ไม่มีชั้น 7 ของโพเดียมที่โจทก์จองซื้อห้องชุดไว้ จำเลยเองก็ทราบถึงความสำคัญของชั้น 7 ของโพเดียม ดังที่เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา จำเลยตอบมายังโจทก์ตามหนังสือลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 ว่า "เนื่องจากห้องชุดของท่าน ในชั้นโพเดียม 7 เป็นห้องชุดที่บริษัทฯ มิได้ทำการก่อสร้าง บริษัทฯ จึงได้จองห้องชุดในลักษณะเดียวกันกับห้องชุด ที่ท่านจองไว้ในชั้นโพเดียมแทนห้องชุดเดิม และใคร่ขอรบกวนให้ท่านกรุณามาตรวจชมห้องชุดที่บริษัทฯ ได้จัดสรรไว้ให้นี้ โดยหากท่านไม่พึงพอใจในห้องชุดดังกล่าว ก็สามรถเลือกห้องชุดอื่น ๆ ที่ยังว่างอยู่แทนห้องชุดเดิมได้ โดยบริษัทฯ ยินดีที่จะขายให้ในราคาพิเศษแก่ท่าน" ด้วยเหตุนี้ การที่จำเลยไม่ก่อสร้างชั้น 7 ของโพเดียม แสดงว่าเป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะไม่รับพิจารณาห้องชุดในชั้นอื่นที่จำเลยเสนอ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเสียได้ ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบด้วยเอกสารแนบท้ายสัญญาหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ แม้เอกสารแนบท้ายสัญญา ข้อ 6.3 จะกำหนดว่า โจทก์บอกเลิกภาระผูกพันได้หลังจากส่งหนังสือ บอกกล่าวแก่จำเลยไม่น้อยกว่า 3 เดือน แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนแล้วว่า จำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้อย่างแน่แท้โดยจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ในทันที โดยไม่ต้องรอเวลาตามที่ระบุในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข้อ 6.3 เนื่องจากมิใช่การเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อดังกล่าวและแม้โจทก์จะเคยมีหนังสือถึงจำเลยครึ่งหนึ่งแล้ว ให้เวลาจำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 10 วัน หากไม่ปฏิบัติโจทก์ถือว่าเป็นการเลิกสัญญา เมื่อจำเลยตอบกลับมาว่าไม่อาจปฏิบัติได้ การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงจำเลย อีกครั้งหนึ่ง หาเป็นเหตุให้การบอกเลิกสัญญาปราศจากผลไม่ รับฟังได้ว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกันแล้ว และจำเลยมีหน้าที่ต้องให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระไว้แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใด กรณีนี้เป็นไปตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง ที่ว่า ดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่เวลาที่รับเงินไว้ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิ คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่เวลาที่จำเลยรับเงินไว้จากโจทก์ในแต่ละงวดศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2523/2543 นางสาวรำพึง สอนจิตต์ โจทก์ บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวรำพึง สอนจิตต์ · จำเลย - บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประดิษฐ์ สิงหทัศน์ · ธาดา กษิตินนท์ · หัสดี ไกรทองสุก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเลิศลภ กิตติถนอม · ศาลอุทธรณ์ - นางคำนวณ เทียมสอาด
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 472/2526ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2409/2551ฎีกา 8477/2540ฎีกา 1339/2536ฎีกา 6239/2551ฎีกา 3601/2538ฎีกา 912/2490ฎีกา 4873/2528ฎีกา 3010/2543ฎีกา 5434/2536ฎีกา 8021/2549ฎีกา 615/2531ฎีกา 292/2518ฎีกา 1123/2514ฎีกา 601/2537ฎีกา 1928/2531ฎีกา 1465/2548ฎีกา 3827/2542ฎีกา 2669/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา