⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5835/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5835/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำเบิกความในชั้นพิจารณาของพยานมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าคำเบิกความในชั้นสอบสวน หากพยานไม่ได้เบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย เนื่องจากคำเบิกความในชั้นพิจารณาผ่านกระบวนการถามค้านแล้ว

ย่อคำพิพากษา

แม้ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายที่ 2 ว่า ตอนไปดูตัวคนร้าย เจ้าพนักงานตำรวจพาคนร้ายออกมาคนเดียวและให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัว เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าคนนี้แหละที่แทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นคนร้ายและเบิกความต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยแล้วคลับคล้ายคลับคลา แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าใช่ผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกว่าใช่ด้วยเมื่อคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเช่นนี้ หากพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยแล้ว คำเบิกความในชั้นพิจารณาย่อมมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าเพราะคำเบิกความชั้นสอบสวนหาได้ผ่านกระบวนการถามค้านแต่อย่างใดไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.95

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,83, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายประจิมพร ศรีชู ผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินมาที่จอดรถโดยพยานเดินนำหน้าส่วนผู้เสียหายที่ 1 เดินตามหลัง ขณะนั้นมีเสียงหวีดร้องของผู้หญิงดังมาจากข้างหลัง พยานหันไปดูเห็นผู้เสียหายที่ 1 มีโลหิตไหลที่ด้านหลัง พยานจึงเข้าไปช่วยจับแขนผู้เสียหายที่ 1 ไว้ ทันใดนั้นพยานก็ถูกแทงที่บริเวณสะบักด้านขวา 1 ครั้ง จากนั้นมีกลุ่มวัยรุ่น 4 ถึง 8 คน วิ่งข้ามถนนไป แต่จากคำประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าว พยานยืนยันว่า ตอนเกิดเหตุไม่เห็นคนแทง และไม่แน่ใจว่า จำเลยจะอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นหรือไม่ ทั้งยังเบิกความยืนยันต่อไปอีกว่า พยานเคยไปดูตัวคนร้ายที่สถานีตำรวจ ปรากฏว่าคนร้ายที่เจ้าพนักงานตำรวจจับมาเป็นวัยรุ่นผมยาว แต่พยานไม่แน่ใจว่าคนร้ายคนดังกล่าวจะมีอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่วิ่งข้ามถนนไปหรือไม่ และว่าคนร้ายที่ใช้มีดแทงพยานน่าจะไม่ใช่จำเลยนี้ เนื่องจากคนร้ายไว้ผมยาวและมีหนวดจะเห็นได้ว่าประจักษ์พยานโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้าย แม้โจทก์จะมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานปากนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.2 มาเป็นพยานเอกสารยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตาม ในข้อนี้ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่าตอนไปดูตัวคนร้ายเจ้าพนักงานตำรวจพาคนร้ายออกมาคนเดียวและให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัว เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าคนนี้แหละที่แทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นคนร้ายและเบิกความต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยแล้วคลับคล้ายคลับคลาแต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าใช่ผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกว่าใช่ด้วย เห็นว่าเมื่อคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเช่นนี้ หากพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยแล้ว คำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาย่อมมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าเพราะคำเบิกความในชั้นสอบสวนหาได้ผ่านกระบวนการถามค้านแต่อย่างใดไม่ โดยเฉพาะโจทก์ก็ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันในเรื่องนี้สำหรับบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 ที่ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้นก็มีข้อพิรุธ กล่าวคือจ่าสิบตำรวจสมจิตร์ แก้วสีทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม จำเลยเบิกความว่าพยานเขียนบันทึกการจับกุมในบริเวณที่จับกุม แต่บันทึกการจับกุมกลับระบุว่าเขียนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตรัง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างกัน ส่วนที่ว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้น ก็ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยรับสารภาพว่าอย่างไร สรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา ยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5835/2543 พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นาย สาโรช ชนะนาค จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดตรัง · จำเลย - นาย สาโรช ชนะนาค
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุเมธ ตังคจิวางกูร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 3428/2530ฎีกา 2501/2526ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 884/2497ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 9117/2539ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ