⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8885/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8885/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทนายความของผู้ร้องสอดและจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน ถือว่าจำเลยทราบการยื่นอุทธรณ์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก และการที่ผู้ร้องสอดไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย จึงไม่ถือว่าผู้ร้องสอดทิ้งอุทธรณ์

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอด แต่เมื่อปรากฏว่าทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก ดังนั้น แม้ผู้ร้องสอดจะไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ก็ไม่ถือว่าผู้ร้องสอดทิ้งอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากบ้านพิพาทเลขที่ ๑๑๐๔ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านพิพาทของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจึงอนุญาตให้ทำการพิจารณาคดีนี้ใหม่ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๒๒๔ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และจำเลย และจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้องคนหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นบริวารจำเลยหรือพักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทที่โจทก์ฟ้องขับไล่ ทั้งคดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดก กรณีตามคำร้องไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด สำเนาให้โจทก์และจำเลยแก้ การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้เฉพาะโจทก์ และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในกำหนดแล้ว ส่วนจำเลยนั้นปรากฏว่าผู้ร้องสอดมิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องสอดเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ให้จำหน่ายคดี (ของผู้ร้องสอด) ออกจากสารบบความ ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดเพียงว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไปโดยไม่จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดออกจากสารบบความหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคดีนี้ทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก และชอบที่จะสั่งให้ทนายจำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับทนายผู้ร้องสอดยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้เลย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ผู้ร้องสอดได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็ได้แถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้อุทธรณ์ แม้จะเป็นการแถลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสอดจะต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้แล้วก็ตาม ตามพฤติการณ์ศาลฎีกาก็เห็นเป็นการสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8885/2544 นายสุกรี เปรมปราโมชย์ โจทก์ นางเฉลียว เปรมปราโมชย์ ผู้ร้องสอด นายบัณฑิต เปรมปราโมชย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุกรี เปรมปราโมชย์ · จำเลย - นางเฉลียว เปรมปราโมชย์ ผู้ร้องสอด นายบัณฑิต เปรมปราโมชย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายปรีชา พวงสมบัติ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเรวัตร อัศราภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4326/2540ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3914/2531ฎีกา 2245/2535ฎีกา 2018/2548ฎีกา 1874/2519ฎีกา 1337/2533ฎีกา 393/2536ฎีกา 12569/2547ฎีกา 8366/2557ฎีกา 407/2544ฎีกา 866/2518ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 6472/2541ฎีกา 4762/2545ฎีกา 1574/2498ฎีกา 2627/2522ฎีกา 3474/2538ฎีกา 514/2499ฎีกา 581/2502ฎีกา 1644/2519ฎีกา 491/2523ฎีกา 923/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา