⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2734/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกู้ยืมเงินเพื่อนำไปซ่อมแซมบ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว ถือเป็นหนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1)

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 อยู่กับป้าและบุตรทั้งสามคนอยู่กับป้าด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็รับว่าให้ป้าดูแลบุตรของตน ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 นำเงินกู้ไปซ่อมแซมบ้านของป้าก็เพื่อประโยชน์และความผาสุกของบุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน กรณีจึงเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวตามมาตรา 1490 (1) แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินกู้แก่โจทก์จำนวน ๑๒๑,๙๙๓.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑๖,๔๑๖.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ขณะจำเลยที่ ๑ กู้เงินตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ เป็นคู่สมรสจำเลยที่ ๑ แต่ปัจจุบันได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กู้เงิน ทั้งเงินที่กู้มาก็ไม่ได้นำไปซ่อมแซมบ้านเนื่องจากบ้านจำเลยที่ ๒ เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ไม่จำต้องซ่อมแซม และไม่ได้นำไปใช้จ่ายในครอบครัวเพราะจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในครอบครัวเพียงลำพัง เงินกู้ดังกล่าวหมดไปกับหนี้สินการพนันเพราะจำเลยที่ ๑ เป็นคนชอบเล่นการพนัน มีหนี้สินต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสมรสกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ทราบดี ก่อนที่โจทก์จะค้ำประกัน ถ้าโจทก์ใช้ความระมัดระวังเพียงพอโดยสอบถามจำเลยที่ ๒ เสียก่อน จำเลยที่ ๒ ก็จะห้ามปราม การที่โจทก์ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ไม่เคยได้รับการทวงถามจากโจทก์ไม่ว่าทางใด ถือว่าคดียังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาล ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๑๖,๔๑๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑) มิให้เกินกว่า ๕,๕๗๗ บาท กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๑๖,๔๑๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑) มิให้เกินกว่า ๕,๕๗๗ บาท ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่นั้น มีข้อต้องพิจารณาว่า หนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์เป็นผู้ร่วมค้ำประกันนั้นเป็นหนี้ร่วมของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๙ , ๑๔๙๐ หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญข้อ ๓ ระบุว่านำเงินกู้ไปใช้เฉพาะเพื่อการต่อไปนี้คือ ซ่อมแซมบ้านและใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งแม้จะเป็นระเบียบการกู้เงินของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด ก็ต้องถือว่าการกู้เงินของจำเลยที่ ๑ นำไปใช้เพื่อเป็นกิจการดังกล่าว ขณะนั้นจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ เพิ่งจะหย่าขาดจากกันปี ๒๕๓๙ และยังปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ว่า นำเงินกู้ส่วนหนึ่งไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านป้า และอีกส่วนหนึ่งนำไปชำระหนี้การพนันสลากกินรวบ เหตุที่นำเงินไปซ่อมแซมบ้านป้าเพราะป้าดูแลจำเลยที่ ๑ มาตั้งแต่เล็กรวมทั้งดูแลบุตรของจำเลยที่ ๑ ด้วย แม้หนี้การพนันสลากกินรวบตามที่กล่าวอ้างจะไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ ๑ เบิกความรับว่า จำเลยที่ ๑ อยู่กับป้าและบุตรทั้งสามคนอยู่กับป้าด้วย ทั้งจำเลยที่ ๒ ก็รับว่าให้ป้าดูแลบุตรของตนและจำเลยที่ ๒ ให้เงินใช้และซื้อของให้ด้วย ดังนี้ การนำเงินกู้ไปซ่อมแซมบ้านของป้าก็เพื่อประโยชน์และความผาสุกของบุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสอง กรณีจึงเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) หนี้ที่จำเลยที่ ๑ ก่อขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2545 นางปาริฉัตร ปัญญา โจทก์ นางจันตรี รัตนวิบูลย์สม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางปาริฉัตร ปัญญา · จำเลย - นางจันตรี รัตนวิบูลย์สม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุมิตร สุภาดุลย์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · สมชัย เกษชุมพล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสวรรคโลก - นายอนุรุท กิ่งเนตร · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1924/2523ฎีกา 3803/2565ฎีกา 6193/2551ฎีกา 5531/2534ฎีกา 1697/2538ฎีกา 1387/2541ฎีกา 2955/2548ฎีกา 3745/2530ฎีกา 289/2541ฎีกา 679/2532ฎีกา 3801/2565ฎีกา 7631/2552ฎีกา 2618/2524ฎีกา 3478/2528ฎีกา 2065/2544ฎีกา 3425/2545ฎีกา 1605/2537ฎีกา 445/2540ฎีกา 6244/2550ฎีกา 5326/2568ฎีกา 594/2506ฎีกา 632/2515ฎีกา 1924/2522ฎีกา 5736/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา