⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5644/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5644/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดงต่อศาล 2. ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่เรียกเก็บตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ต้องด้วยบทกฎหมายที่ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้หนี้เดิมจะมาจากมูลหนี้การกู้ยืมเงิน แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดงต่อศาล หนี้ตามต้นเงินที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ เป็นหนี้จากมูลสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่หนี้กู้ยืมจึงไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์เรียกหรือคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.851

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,516,058.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 92,039,067.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน 92,039,067.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน 6,000,000 บาท ที่จำเลยนำมาชำระออกจากดอกเบี้ยดังกล่าวก่อน หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11756 เลขที่ดิน 230 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 250,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงิน มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดงต่อศาล เมื่อโจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 97,000,000 บาท เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น การกู้ยืมดังกล่าวไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 3 ได้ออกเช็คในนามของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ หลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์คืนเช็คดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 นอกจากนี้โจทก์และนางสาวชโนวรรณ ยังได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อในฐานะผู้จำนองในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความระบุด้วยว่า การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำเพื่อการนี้ ให้ถือเสมือนผู้มอบอำนาจเป็นผู้กระทำเองทั้งสิ้น ซึ่งปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 และต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้กู้และผู้จำนองในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ระบุว่ามอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญากับผู้ใด แต่โจทก์นำสืบว่าเป็นการมอบอำนาจให้ทำสัญญากับโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาและลงชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 134,730,404 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาจากหนี้กู้และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเบี้ยปรับเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้าอีกร้อยละ 3 ต่อปี จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า หนี้ตามต้นเงินที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเป็นหนี้จากมูลสัญญาประนีประนอมยอมความมิใช่หนี้กู้ยืมซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์เรียกหรือคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อีกทั้ง ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจะคิดเนื่องมาจากการชำระหนี้ล่าช้าก็เป็นเบี้ยปรับหาใช่ดอกเบี้ยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นโมฆะนั้น จำเลยทั้งสามมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 200,000 บาท แทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5644/2546 นายจิโรจน์ ตัณฑ์วิไล โจทก์ บริษัทระยอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจิโรจน์ ตัณฑ์วิไล · จำเลย - บริษัทระยอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา ถนอมรอด · สุเทพ เจตนาการณ์กุล · วรนาถ ภูมิถาวร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายพันธ์เลิศ บุญเลี้ยง · ศาลอุทธรณ์ - นายองอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 3616/2558ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 4007/2552ฎีกา 1776/2541ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 1302/2535ฎีกา 6555/2538ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 380/2530ฎีกา 816/2492ฎีกา 1132/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา