⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2030/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ให้เช่าซื้อที่รู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของผู้เช่าซื้อ ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบได้

ย่อคำพิพากษา

ตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย สูญหาย หรือถูกริบไม่ว่าด้วยเหตุสุดวิสัยหรือเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียวและยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาครบถ้วน เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อเท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยผิดสัญญา ผู้ร้องได้บอกเลิกสัญญาหรือติดตามรถที่เช่าซื้อคืนแต่ประการใด ทั้งที่จำเลยก็มีภูมิลำเนาที่เดียวกับผู้ร้อง ผู้ร้องอ้างแต่เพียงว่าไม่ได้ติดตามจำเลยเพราะไม่ทราบว่าจำเลยไปไหน เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อแต่ผู้ร้องยังคงให้จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางต่อไป โดยไม่ได้ติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืน จนกระทั่งจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด และศาลมีคำสั่งให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องจึงมาร้องขอคืนของกลางโดยอ้างว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นระยะเวลานานเกือบ 5 ปี นับแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อาจที่จะขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (1) (5) วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์ และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า 120 ซีซี สีดำ เลขเครื่องยนต์ 43 - 039836 คันของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ ผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ในขณะที่ยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากผู้ร้องในราคา 49,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 10,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 6 งวด งวดละ 6,500 บาท เริ่มงวดแรกวันที่ 12 กรกฎาคม 2538 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 12 ของทุกเดือน ครบกำหนดวันที่ 12 ธันวาคม 2538 จำเลยได้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องเพียง 5 งวด ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2528 (ที่ถูกน่าจะเป็น 2539) ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2543 จำเลยได้นำรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อไปใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เพื่อพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อเป็นของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด เห็นว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางจากผู้ร้อง เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ในราคา 49,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 10,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 6,500 บาท โดยงวดแรกผ่อนชำระวันที่ 12 กรกฎาคม 2538 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 12 ของทุกเดือน งวดสุดท้ายชำระวันที่ 12 ธันวาคม 2538 จำเลยชำระค่าเช่าซื้อมาตลอดคงเหลืองวดสุดท้ายที่ยังไม่ได้ชำระ จำเลยชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายวันที่ 24 เมษายน 2539 ซึ่งจำเลยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อตรงตามงวดที่ระบุไว้ในสัญญา แม้จำเลยจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อถึงสองงวดติดต่อกัน แต่เมื่อจำเลยนำเงินค่าเช่าซื้อมาชำระ ผู้ร้องก็ยังคงรับเงินค่าเช่าซื้อเรื่อยมาโดยผู้ร้องมิได้บอกเลิกสัญญาหรือยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อคือวันที่ 12 ธันวาคม 2538 จำเลยยังชำระเงินค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน ผู้ร้องก็มิได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืน เมื่อจำเลยนำเงินค่าเช่าซื้อมาชำระอีก ผู้ร้องก็ยินยอมรับเงินค่าเช่าซื้อนั้น ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย สูญหาย หรือถูกริบไม่ว่าด้วยเหตุสุดวิสัยหรือเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียวและยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาครบถ้วน เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อเท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยผิดสัญญา ผู้ร้องได้บอกเลิกสัญญาหรือติดตามรถที่เช่าซื้อคืนแต่ประการใด ทั้งที่จำเลยก็มีภูมิลำเนาที่เดียวกับผู้ร้อง ผู้ร้องอ้างแต่เพียงว่าไม่ได้ติดตามจำเลยเพราะไม่ทราบว่าจำเลยไปไหน เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อแต่ผู้ร้องยังคงให้จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางต่อไป โดยไม่ได้ติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางคืน จนกระทั่งจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด และศาลมีคำสั่งให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องจึงมาร้องขอคืนของกลางโดยอ้างว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นระยะเวลานานเกือบ 5 ปี นับแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อาจที่จะขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้" พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์ บริษัทอึ้งกุ่ยเฮงสกลนคร จำกัด ผู้ร้อง นายเชาวลิต ฤทธิธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร · ผู้ร้อง - บริษัทอึ้งกุ่ยเฮงสกลนคร จำกัด · จำเลย - นายเชาวลิต ฤทธิธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สบโชค สุขารมณ์ · สมชาย พงษธา · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3036/2544ฎีกา 170/2536ฎีกา 2696/2526ฎีกา 651/2507ฎีกา 8091/2544ฎีกา 776/2547ฎีกา 1865/2521ฎีกา 665/2531ฎีกา 1137-1138/2467ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2355/2548ฎีกา 3726/2525ฎีกา 6911/2544ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1639/2553ฎีกา 1567/2513ฎีกา 4647/2529ฎีกา 6506/2547ฎีกา 269/2537ฎีกา 612/2542ฎีกา 2234/2535ฎีกา 8844/2543ฎีกา 1369/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ