⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 776/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ให้เช่าซื้อที่ทราบว่าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดและยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อต่อไป ถือว่ารู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดนั้น และไม่มีสิทธิขอคืนทรัพย์สินดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ระบุว่า "ทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย สูญหาย หรือถูกอายัด ถูกยึด ถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใดๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดแต่ฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม และยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ หากเจ้าของได้จ่ายเงินไปเพื่อการดังกล่าว ผู้เช่าซื้อยินยอมชดใช้ให้ทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์อยู่ในตัวว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อต้องการราคาเช่าซื้อเป็นสำคัญ โดยผู้เช่าซื้อจะนำทรัพย์ที่เช่าซื้อไปใช้อย่างไรก็ได้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดดังกล่าวไว้ ผู้ร้องจึงมิได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ทั้งได้ความว่าผู้ร้องมอบอำนาจให้ ย. ผู้เช่าซื้อไปติดต่อรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกยึดไว้คืนจากพนักงานสอบสวน บ่งชี้ว่าผู้ร้องทราบแล้วว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว ผู้ร้องก็มิได้บอกเลิกสัญญาต่อผู้เช่าซื้อ แต่ยังคงรับค่าเช่าซื้ออีก 2 งวด จนกระทั่งผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่างวดอีกงวดหนึ่งจึงบอกเลิกสัญญา สาเหตุที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาจึงหาใช่เกิดจากการที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดไม่ พฤติการณ์ของผู้ร้องที่มาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อ เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 134 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นบร กท 926 ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย การขอคืนของกลางของผู้ร้องเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นบร กท 926 ของกลาง ตามรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย ร.3 โดยผู้ร้องได้ให้นายยุทธ เงินโพธิ์ เช่าซื้อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวในราคา 52,402.80 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 ครั้นวันที่ 13 มกราคม 2544 จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนายยุทธผู้เช่าซื้อได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ผู้ร้องมีนายธนะรักษ์ อินทรทัต ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเป็นพยานเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของกลางที่นายยุทธเช่าซื้อไปจากผู้ร้องตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 นั้น ผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องเพียง 8 งวด หลังจากนั้นก็ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2544 ผู้เช่าซื้อได้แจ้งผู้ร้องว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไป ผู้ร้องจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ร.5 ไปยังผู้เช่าซื้อ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 5 ระบุว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย สูญหาย หรือถูกอายัด ถูกยึด ถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใดๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดแต่ฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม และยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ หากเจ้าของได้จ่ายเงินไปเพื่อการดังกล่าว ผู้เช่าซื้อยินยอมชดใช้ให้ทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์อยู่ในตัวว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อต้องการราคาเช่าซื้อเป็นสำคัญ โดยผู้เช่าซื้อจะนำทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อไปใช้อย่างไรก็ได้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อผู้ร้องในทุกกรณีอยู่แล้วเช่นนี้ ผู้ร้องจึงมิได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย อีกทั้งนายธนะรักษ์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ยอมรับว่า ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายยุทธผู้เช่าซื้อไปติดต่อรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกยึดไว้คืนจากพนักงานสอบสวนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ค.1 บ่งชี้ว่าผู้ร้องได้ทราบแล้วว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางคันดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องก็มิได้บอกเลิกสัญญาต่อผู้เช่าซื้อ แต่ยังคงรับค่าเช่าซื้อในงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ต่อมาอีก 2 งวด จนกระทั่งผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 9 ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น สาเหตุที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็เนื่องมาจากผู้เช่าซื้อในงวดต่อๆ มา หาใช่เกิดจากการที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดไม่ พฤติการณ์ของผู้ร้องที่มาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อเข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสมุทรปราการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โจทก์ บริษัทรัชตะกิจ จำกัด ผู้ร้อง นายเสริมชัย เงินโพธิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว · ผู้ร้อง - บริษัทรัชตะกิจ จำกัด · จำเลย - นายเสริมชัย เงินโพธิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สดศรี สัตยธรรม · อมร วีรวงศ์ · ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3036/2544ฎีกา 170/2536ฎีกา 2696/2526ฎีกา 651/2507ฎีกา 8091/2544ฎีกา 1865/2521ฎีกา 665/2531ฎีกา 1137-1138/2467ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2355/2548ฎีกา 3726/2525ฎีกา 6911/2544ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1639/2553ฎีกา 1567/2513ฎีกา 4647/2529ฎีกา 6506/2547ฎีกา 269/2537ฎีกา 612/2542ฎีกา 2234/2535ฎีกา 8844/2543ฎีกา 1369/2524ฎีกา 5399/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ