⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3292/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตรวจคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ต้องอ้างเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และหากคำร้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นอาจไม่ทำการไต่สวนคำร้องก็ได้ แต่การมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้ส่งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้มีคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ มีขั้นตอนการดำเนินคดีในศาลอยู่ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกเป็นการตรวจคำร้อง ขั้นตอนที่สองเป็นการไต่สวนคำร้อง และขั้นตอนที่สามเป็นการพิจารณาเนื้อหาของคำร้อง โดยมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิจารณาคดีนั้น และมาตรา 16 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยพิจารณาความอาญาในศาลแขวง กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน (ปัจจุบันเป็นกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว) และกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ. นี้ โดยอนุโลม ดังนั้น การตรวจคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.อ. มาตรา 161 โดยคำร้องต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ ซึ่งศาลชั้นต้นต้องตรวจคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ว่า ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ไม่ปรากฏเหตุที่จะร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้จะไม่ทำการไต่สวนคำร้องก็ได้ แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ มาตรา 10 เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องในคดีนี้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น กับให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้อง และให้ไต่สวนคำร้องต่อไปโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาคำร้องและมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.161 พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม.5 พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม.8 พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม.10 พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม.16

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลย (ผู้ร้อง) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง จำเลย (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จำเลย (ผู้ร้อง) พบพยานหลักฐานใหม่ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้เรียกเอาตัวอย่างลายมือชื่อของนางสาวดารุณี ถามะณี ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีพิพาทจากธนาคารส่งไปตรวจพิสูจน์กับใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.3 พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบฉันทะและเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.3 เป็นลายมือชื่อปลอม และจำเลย (ผู้ร้อง) มีพยานบุคคลและพยานเอกสารอันเป็นพยานหลักฐานใหม่และสำคัญแก่คดี ซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีนี้แล้วจะแสดงให้เห็นว่าจำเลย (ผู้ร้อง) มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ไม่เป็นเหตุที่อาจมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลย (ผู้ร้อง) ทราบ จำเลย (ผู้ร้อง) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ไว้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มีขั้นตอนการดำเนินคดีในศาลอยู่ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกเป็นการตรวจคำร้อง ขั้นตอนที่สองเป็นการไต่สวนคำร้อง และขั้นตอนที่สามเป็นการพิจารณาเนื้อหาของคำร้อง ซึ่งในขั้นตอนของการตรวจคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิจารณาคดีนั้น โดย มาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน (ปัจจุบันเป็นกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว) และกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ดังนั้น การตรวจคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยคำร้องต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ซึ่งศาลชั้นต้นต้องตรวจคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ว่า ถูกต้องกฎหมายหรือไม่ หากศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ไม่ปรากฏเหตุที่จะร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ จะไม่ทำการไต่สวนคำร้องก็ได้ แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2426 มาตรา 10 เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องในคดีนี้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นกับให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้อง และให้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวต่อไปโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาคำร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งใหม่ ตามคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ระบุว่า จำเลย (ผู้ร้อง) พบพยานหลักฐานใหม่ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้เรียกเอาตัวอย่างลายมือชื่อของนางสาวดารุณี ถามะณี ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีพิพาทจากธนาคารส่งไปตรวจพิสูจน์กับใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.3 นั้น ไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดเจนเพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงไม่นำมาพิสูจน์ว่าจำเลย (ผู้ร้อง) มิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษจำเลย (ผู้ร้อง) ไปแล้วได้หรือไม่ เนื่องจากอาจจะพิสูจน์แล้วยืนยันว่าใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.3 เป็นเอกสารปลอมเช่นเดิมก็ได้ เมื่อคำร้องมิได้อ้างเหตุโดยละเอียดเช่นนี้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลย (ผู้ร้อง) มีพยานหลักฐานอันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องขอของจำเลย (ผู้ร้อง) จึงไม่มีมูล ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย (ผู้ร้อง) ได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง (จำเลย) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2548 พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นายณรงค์ชัย สาปไตยบรมรัฐ หรือนายดวงเกียรติ ศรีนคร ผู้ร้อง นายณรงค์ชัย สาปไตรบรมรัฐ หรือนายดวงเกียรติ ศรีนคร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี · ผู้ร้อง - นายณรงค์ชัย สาปไตยบรมรัฐหรือนายดวงเกียรติ ศรีนคร · จำเลย - นายณรงค์ชัย สาปไตรบรมรัฐหรือนายดวงเกียรติ ศรีนคร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สดศรี สัตยธรรม · สุมิตร สุภาดุลย์ · นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 529/2484ฎีกา 793/2493ฎีกา 826/2534ฎีกา 228/2511ฎีกา 3937/2535ฎีกา 28/2569ฎีกา 979/2501ฎีกา 802/2486ฎีกา 553/2489ฎีกา 679/2509ฎีกา 222/2530ฎีกา 5121/2553ฎีกา 1576/2495ฎีกา 3863/2552ฎีกา 221/2483ฎีกา 439-440/2496ฎีกา 1068/2484ฎีกา 5918/2549ฎีกา 538/2498ฎีกา 665/2525ฎีกา 298/2567ฎีกา 1053/2492ฎีกา 41/2493ฎีกา 39/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ