⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4146/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2550

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ · ป.อาญา ม.78, 83, 91

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมให้สิทธิผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา จะไม่มีผลย้อนหลังบังคับแก่การกระทำที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ

ย่อคำพิพากษา

ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 2 นั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22)ฯ มาตรา 4 และมาตรา 38 ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิต่างๆ ดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่มีการจับกุมและสอบสวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.67

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.7 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.84 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 20 ปี แต่รู้ผิดชอบแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยปรับบทลงโทษว่าจะใช้กฎหมายเดิมหรือกฎหมายใหม่ในส่วนใดบังคับแก่จำเลยที่ 2 ถือเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แม้จะแก้โทษที่ลงแก่จำเลยที่ 2 ด้วย ก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลยที่ 2 โดยหลอกลวงจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการสอบปากคำในคดีการพนัน ข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์เบิกความยังไม่สอดคล้องต้องกันไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้นั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 และพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อนว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 2 นั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 4 และมาตรา 38 ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับจึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิต่างๆ ดังกล่าวจึงชอบแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาคดีนี้ยังมิได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนออกใช้บังคับ โดยมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป นอกจากนี้มาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี" แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่าเมื่อศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งแม้เป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว จะต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลังเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเดิม จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำคำเบิกความของจำเลยที่ 2 มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงของโจทก์จนเพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 แล้ว เพียงแต่นำคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์มารับฟังสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 หาได้นำคำเบิกความของจำเลยที่ 2 มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 ล้วนฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2550 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายสมชายหรือแม็ก แพเล็ก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ · จำเลย - นายสมชายหรือแม็ก แพเล็ก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ · สิทธิชัย รุ่งตระกูล · ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6635/2551ฎีกา 1089/2559ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 8272/2553ฎีกา 1148/2534ฎีกา 647/2563ฎีกา 831/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ