⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 473/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยได้เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาต่อศาลอุทธรณ์แล้ว จะกลับมาขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมอีกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย หากจำเลยไม่พอใจย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ หรือวรรคห้าโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ซึ่งแม้มีสิทธิที่จะเลือกดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่เมื่อจำเลยได้เลือกอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 156 วรรคห้าแล้ว จำเลยจะกลับมาขอให้ศาลพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามมาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.156

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 26,138,267.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 18,813,290.49 บาท นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเฉพาะตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 14,099,955.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเฉพาะตามสัญญากู้เงินจำนวน 12,038,311.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 8,813,290.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1756 และ 1757 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยากจนจึงให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้อง หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 20 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 (ที่ถูกมาตรา 156 วรรคห้า) จึงไม่รับคำร้องฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จะมาใช้สิทธิขอให้ศาลพิจารณาคำขอใหม่เพื่อนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า อีกไม่ได้ จึงให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้อง และคืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรือวรรคห้า บัญญัติไว้โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนหรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ซึ่งแม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิที่จะเลือกดำเนินกระบวนการพิจารณาเช่นนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้เลือกอุทธรณ์คำสั่งนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้าแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะกลับมาขอให้ศาลพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษานี้. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2550 บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมฯ โจทก์ บริษัทกรุงเทพสติล จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมฯ · จำเลย - บริษัทกรุงเทพสติล จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เรวัตร อิศราภรณ์ · ศิริชัย จิระบุญศรี · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 256/2507ฎีกา 2646/2527ฎีกา 2198/2522ฎีกา 3470/2526ฎีกา 866/2518ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 1330/2518ฎีกา 1040/2527ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 5415/2543ฎีกา 9200/2547ฎีกา 8277/2551ฎีกา 4910/2533ฎีกา 495/2549ฎีกา 1006/2538ฎีกา 2785/2523ฎีกา 4067/2532ฎีกา 4658/2534ฎีกา 1235/2535ฎีกา 1925/2539ฎีกา 11996/2547ฎีกา 491-492/2524ฎีกา 406/2513ฎีกา 4821/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา