⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 357/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2551

ป.อาญา ม.2, 29, 30 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การให้ข้อมูลเบาะแสที่มิได้นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นได้โดยตรง ไม่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้ชี้เบาะแสและให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวนว่าซื้อของกลางมาจาก ห. จนทำให้เจ้าพนักงานตำรวจขยายผลเพื่อจับกุม ห. แต่เป็นการตอบคำถามของพนักงานสอบสวนที่ถามว่าซื้อมาจากที่ใดเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้รายละเอียดถึงสถานที่อยู่ว่าอยู่ที่ใดอันจะทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถขยายผลเพื่อทำการจับกุมตัว ห. ได้ ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีการขยายผลตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง จึงไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 4,800,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 2,400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับโทษปรับนั้น ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,200,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามลำดับแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 600,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 800,000 บาท คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-6201-4559 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองและยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,400 เม็ด น้ำหนัก 130.09 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 24.98 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซีเมนส์ หมายเลข 0-6209-1265 และยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0-6201-4559 เป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกไชยกฤษณ์และสิบตำรวจเอกสมทิตย์พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความยืนยันตรงกันว่า ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 นั้น ยึดเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้เพียง 600 เม็ด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้บอกเองว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีก 700 - 800 เม็ด ที่ห้อง 309 ของโรงแรมไมเคิลอินน์โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่รักของจำเลยที่ 1 เผ้าไว้ และพาไปที่ห้องดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ใช้กุญแจไขเข้าไปก็พบจำเลยที่ 2 นอนดูโทรศัพน์อยู่บนเตียง ที่หัวเตียงมีถุงพลาสติกภายในมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 800 เม็ด เมื่อแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพจึงได้ทำบันทึกการจับกุมไว้ ซึ่งในบันทึกการจับกุมมีรายละเอียดที่จำเลยทั้งสองรับว่ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากเอเย่นต์ที่จังหวัดนครสวรรค์ในราคาถุงละ 6,000 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายในราคาถุงละ 8,000 บาท และตามบันทึกการจับกุมดังกล่าวก่อนให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อก็มีความข้อความบันทึกว่า "ได้อ่านบันทึกให้ผู้ต้องหาฟังแล้วรับว่าถูกต้องจึงให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ" และจำเลยทั้งสองก็มิได้โต้เถียงว่าลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยมิได้สมัครใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญทำร้ายหรือหลอกลวงแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมด้วยความสมัครใจและข้อความในบันทึกการจับกุมตรงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จำเลยทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกันแม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามิได้เป็นสามีภริยากันแต่การที่มาพักโรงแรมในห้องเดียวกัน พฤติการณ์ที่ปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแสดงว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นสามีภริยากันตรงตามกับที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองให้การรับว่าเป็นคู่รักกัน ทั้งในชั้นฎีกาจำเลยที่ 2 ก็ฎีการับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างชู้สาว พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองร่วมเดินทางมาด้วยกันก็เพื่อนำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย ไม่ใช่เพียงบังเอิญมาพบกันแล้วจำเลยที่ 1 ชวนไปเที่ยวทะเลที่พัทยาอย่างที่จำเลยที่ 2 อ้าง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ไม่ควรที่จะพักห้องเดียวกัน การที่พักอยู่ห้องเดียวกันและลักษณะของการวางถุงที่ภายในมีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ถึง 800 เม็ด บนหัวเตียงที่จำเลยที่ 2 นอนอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันและร่วมเดินทางมาด้วยจุดประสงค์ดังกล่าวข้างต้น โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อกับผู้ซื้อและเป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ส่วนจำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลเมทแอมเฟตามีนส่วนที่เหลืออยู่ในห้องพักของโรงแรมและจะไม่เปิดห้องพักรับผู้อื่นยกเว้นจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องไขกุญแจห้องพักด้วยตนเองดังที่ปรากฏตามที่โจทก์สืบ ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ก็มิได้อ้างว่ามิได้เป็นผู้ไขกุญแจเปิดห้องพักเข้าไปที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่าที่เปิดประตูห้องพักเพราะมีเสียงคนมาเคาะประตู จึงมีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง ทั้งเมื่อพิจารณาถึงพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่รู้จักจำเลยทั้งสองและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เหตุที่จับกุมจำเลยทั้งสองก็เนื่องมาจากได้รับแจ้งจากสายลับแล้วจึงวางแผนล่อซื้อเพื่อจับกุมจนจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนบางส่วนจำนวน 600 เม็ด และเหตุที่ไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ที่ห้องพักในโรงแรมพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอีก 800 เม็ด ก็เพราะจำเลยที่ 1 เป็นผู้บอกและพาไป ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่โจทก์นำสืบว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 800 เม็ด อยู่ในถุงพลาสติกบนหัวเตียงโดยไม่ได้ปิดปากถุงไว้เป็นเรื่องผิดวิสัย ทั้งยังแตกต่างกับที่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนตามคำให้การว่าเก็บเมทแอมเฟตามีนจำนวน 800 เม็ด ไว้ในกางเกงในเพิ่งเอาออกมาวางไว้บนหัวเตียง เมื่อเข้าไปในห้องกับเจ้าพนักงานตำรวจเพราะเกรงจะมีความผิดเพิ่มขึ้นนั้นเห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะให้การเช่นนั้นจริงในชั้นสอบสวนและเมื่อจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยาน จำเลยที่ 1 ก็ยังยืนยันเช่นนี้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าขณะอยู่ในห้องพัก 309 จำเลยที่ 1 จะเก็บเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดไว้ที่มุมห้องโดยใช้ผ้าปิดไว้ และเมื่อออกจากห้องพัก จะเอาเมทแอมเฟตามีนไปทั้งหมดซึ่งหากเป็นอย่างที่จำเลยที่ 1 อ้าง การเก็บซ่อนในห้องพักดังกล่าวก็มิได้ทำอย่างมิดชิดแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ย่อมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เก็บซ่อนอะไรไว้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานยอมรับว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ออกไป จำเลยที่ 1 ได้รับโทรศัพท์แล้วบอกให้จำเลยที่ 2 อยู่ในห้องพัก ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ต้องเอาเมทแอมเฟตามีนที่เก็บไว้ในห้องพักไปด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมจะต้องรู้เห็นเพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาและในลักษณะสองต่อสอง ทั้งการที่จำเลยที่ 2 รออยู่ในห้องพักจนจำเลยที่ 1 กลับมาพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจ แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนมาเพื่อจำหน่าย เมื่อจำหน่ายได้แล้วจึงจะกลับบ้านด้วยกัน จำเลยที่ 2 จึงยังรอจำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้น ข้อแตกต่างตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง จึงไม่ใช้ข้อแตกต่างในสาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะแม้จะเป็นดังที่จำเลยที่ 1 อ้างในชั้นสอบสวนแต่เจ้าพนักงานตำรวจก็พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 800 เม็ด บนหัวเตียงในห้องพักตรงกับที่โจทก์นำสืบ พยานโจทก์ที่นำสืบมา ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า เป็นการลงโทษในอัตราขั้นต่ำของกฎหมายแล้วนั้นไม่ชอบเพราะจำเลยที่ 1 ได้ชี้เบาะแสและให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,400 เม็ด ของกลางมาจากนายหน่อยไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุลตามคำให้การชั้นสอบสวน ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจขยายผลเพื่อจับกุมนายหน่อยเป็นการให้ข้อมูลสำคัญต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 น่าจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะให้การต่อพนักงานสอบสวนตามที่อ้าง แต่เป็นการตอบคำถามของพนักงานสอบสวนที่ถามว่าซื้อมาจากที่ใดเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้รายละเอียดถึงสถานที่อยู่ว่าอยู่ที่ใดอันจะทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถขยายผลเพื่อทำการจับกุมตัวนายหน่อยได้ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีการขยายผลตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง จึงไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในส่วนนี้มาชอบแล้ว และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ควรให้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งกำหนดโทษความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป (ที่ถูกไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ามาตรา 66 วรรคสาม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขใหม่ ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต หากมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ภายหลังที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545) แล้ว จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2551 พนักงานอัยการประจำศาล จังหวัดพัทยา โจทก์ นางสมัย พิลึก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาล จังหวัดพัทยา · จำเลย - นางสมัย พิลึก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพัฒน์ บุญยุบล · พรเพชร วิชิตชลชัย · สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 531/2510ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 4519/2544ฎีกา 239/2484ฎีกา 2936/2543ฎีกา 5806/2534ฎีกา 893/2563ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3588/2564
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ